วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562

อารมณ์ร่วมของผู้เสพวรรณศิลป์และศิลปะ (นวรส กับรสทางวรรณคดีไทย)

รสวรรณคดีไทย

1. เสาวรจนีย์ (บทชมโฉม/ชมความงาม) 

    คือการเล่าชมความงามของตัวละครในเรื่อง อาจเป็นตัวละครที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ หรือสัตว์ ซึ่งการชมนี้อาจจะเป็นการชมความเก่งกล้าของกษัตริย์ ความงามของปราสาทราชวังหรือความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง


เจ้าร่างน้อยนอนนิ่งบนเตียงต่ำ…………… คมขำงามแฉล้มแจ่มใส
คิ้วคางบางงอนอ่อนละไม…………………..รอยไรเรียบรัดระดับดี
ผมเปลือยเลื้อยประจงจนบ่า……………..…งอนปลายเกศาดูสมศรี
ที่นอนน้อยน่านอนอ่อนดี……………….……มีหมอนข้างคู่ประคองเคียง
กระจกแจ่มจัดใส่คันฉ่องน้อย……………….ไม้สอยซ่นงางามเกลี้ยง
ฉากบังจัดตั้งไว้ข้างเตียง……………….……อัฒจันทร์ตั้งเรียงในห้องน้อย
                                                                                  (ขุนช้างขุนแผน ร.2)

2. นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยว โอ้โลม) 

    คือการกล่าวแสดงความรัก ทั้งการเกี้ยวพาราสีกันในระยะแรก ๆ หรือการพรรณนาบทโอ้โลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสังวาสนั้นด้วย เช่น 


         ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร…………….ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
        แม้นเกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร…………………ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
        แม้นเนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ……………พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
        แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา…………………เชยผกาโกสุมปทุมทอง
        เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่……………………. เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง
        จะติดตามทรามสงวนนวลละออง……………เป็นคู่ตรองพิศวาสทุกชาติไป
                                                                               (พระอภัยมณี ของพระสุนทรโวหาร ภู่)

3. พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อ/ บทโกรธ) 

คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี และด่าว่าอย่างรุนแรง

นางเคืองขัดตรัสด่าพวกข้าเฝ้า……..มึงโฉดเฉาช่างไม่บอกพูดหลอกหลอน
จะทำให้ไพร่ฟ้าประชากร………..ได้เดือดร้อนรบราต้องฆ่าฟัน
กูเคยพบรบสู้เคยรู้เห็น……………ที่ยุคเข็ญเย็นร้อนคิดผ่อนผัน
มึงสอพลอยอเจ้าทิ้งเผ่าพันธุ์………จะพากันฉิบหายล้มตายไป
กูเลี้ยงลูกปลูกฝังเห็นพลั้งผิด……….จึงตามติดคิดแต่จะแก้ไข
มึงขัดขวางอย่างนี้จะมีภัย………….ไสหัวไปให้พ้นอ้ายคนพาล ฯ
                                                       (พระอภัยมณี ของพระสุนทรโวหาร ภู่)

4. สัลลาปังคพิไสย (บทโศก) 



    คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก


พระทรงฤทธิ์พิศดูก็รู้จัก…….....ว่าเมียรักร่วมชมภิรมย์ขวัญ
ก็โจนจากพระที่นั่งบัลลังก์พลัน…..พระทรงธรรม์อุ้มองค์กุมารา
พระกรหนึ่งกอดองค์อนงค์นาฏ……ปิ้มจะขาดชนม์ชีพสังขาร์
โศกสะอื้นกลุ้มกลัดหัทยา…………กระษัตรากอดศพสลบลง ฯ
                                                        (ลักษณวงศ์ ของพระสุนทรโวหาร ภู่)



🎸🎸🎸🎸🎸🎸🎸


ภาวะทั้ง 9 


ได้แก่

1. รติภาวะ (ความรักของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดศฤงคารรส
2. อุตสาหภาวะ (ความพยายามความกล้า).................. ทำให้เกิดวีรรส
3. โศกภาวะ(ความโศกเศร้าของตัวละคร..................... ทำให้เกิดกรุณารส
4.โกรธภาวะ (ความคับแค้นใจของตัวละคร)..................ทำให้เกิดเราทรรส
5. หาสภาวะ(ความตลกของตัวละคร)......................... ทำให้เกิดหาสยรส
6. ภยภาวะ (ความกลัวของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดภยานกรส
7.ชุคุปสาภาวะ (ความไม่ชอบ ความเกลียดชัง การวิวาท)/ ฆฤณาภาวะ (ความรังเกียจ) ทำให้เกิดพีภัตฺสรส
8. วิสฺมยภาวะ (ความแปลกใจ การตกตะลึง) /อาศจัรยะภาวะ (ความอัศจรรย์ใจ) ..................ทำให้เกิดอัตภุตรส
9. สมภาวะ (ความมีใจสงบ) /นิรเวทภาวะ (การปลงตก) .........................................ทำให้เกิดศานตรสในใจผู้คน



👺👺👺👺👺👺
A คือผู้แสดง , สื่อ หรือผลงานศิลปะ
B คือผู้ชม , ผู้เสพงานศิลปะ

1. รติภาวะ (ความรักของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดศฤงคารรส


A รติภาวะ 
B ศฤงคารรส


2. อุตสาหภาวะ (ความพยายามความกล้า).................. ทำให้เกิดวีรรส


อุตสาหภาวะ 
B วีรรส

3. โศกภาวะ(ความโศกเศร้าของตัวละคร..................... ทำให้เกิดกรุณารส


โศกภาวะ
กรุณารส

4.โกรธภาวะ (ความคับแค้นใจของตัวละคร)..................ทำให้เกิดเราทรรส


โกรธภาวะ
เราทรรส


5. หาสภาวะ(ความตลกของตัวละคร)......................... ทำให้เกิดหาสยรส


 หาสภาวะ
หาสยรส


6. ภยภาวะ (ความกลัวของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดภยานกรส


ภยภาวะ
ภยานกรส


7.ชุคุปสาภาวะ (ความไม่ชอบ ความเกลียดชัง การวิวาท) ทำให้เกิดพีภัตฺสรส


ชุคุปสาภาวะ
พีภัตฺสรส
A ฆฤณา

8. วิสฺมยภาวะ (ความแปลกใจ การตกตะลึง) ..................ทำให้เกิดอัตภุตรส


วิสฺมยภาวะ
อัตภุตรส

9. สมภาวะ (ความมีใจสงบ) .........................................ทำให้เกิดศานตรสในใจผู้คน


สมภาวะ
ศานตรส

A นิรเวท




นวรส /นวรสะ




B ศานตรส



ซึ่งภาวะทั้ง 9 จะทำให้เกิด รสทั้งเก้าขึ้นในใจผู้ชมที่เรียกว่า "นวรส" ซึ่งในโศลกสันสกฤตของโบราณเดิมกล่าวไว้เพียง 8 รส (อัษฎรส) จึงเชื่อว่า ศานตรสถูกเติมเข้ามาภายหลัง


शृङ्गारहास्य करुणरौद्रवीरभयानकाः
बीभत्साद्भुतं संज्ञौ चेत्यष्टौ नाट्ये रसाः स्मृताः


ถ่ายถอดตามรูปอักษร
ศฤงคารหาสฺย กรุณเราทฺรวีรภยานกาะ 
พีภตฺสาตฺภุต สํชเญา เจตฺยษฺเฏา นาฏฺเย รสาะ สฺมฤตาะ 
แปล 
ศฤงคาระ หาสยะ กรุณา เราทระ วีระ ภยานกะ 
พีภัตสะ และอัตภุตะ ก็ว่า ถูกรู้ว่าคือรสทั้งแปดแห่งนาฏยศาสตร์อันพึงระลึก




“นวรส” (9 รสในวรรณคดีสันสกฤตปัจจุบัน) ได้แก่

1. ศฤงคาระ (शृङ्गार) .............:อารมณ์รักและความพึงพอใจ ไทยใช้ว่า ศฤงคารรส
2. วีระ (वीर) ............................: กล้าหาญ ไทยใช้ว่า วีระรส
3. กรุณะ (करुण)....................: สงสาร เห็นใจ ไทยใช้ว่า กรุณารส
4. เราทฺระ (रौद्र).................: โกรธ ไทยใช้ว่า เราทรรส
5. หาสยะ (हास्य)...................: ความขบขัน ไทยใช้ว่า หาสยรส
6. ภยานกะ ( भयानक).........: ตกใจกลัว ไทยใช้ว่า ภยานกรส
7. พีภัตฺสะ (बीभत्स )..........: ความเกลียดชัง หรือรังเกียจ ไทยใช้ว่า พีภัตฺสรส
8. อัตภุตะ (अद्भुत).................: แปลกประหลาดใจ ไทยใช้ว่า อัตภุตรส
9. ศานตะ (शांत)...................: สงบใจ ไทยใช้ว่า ศานตรส


👺👺👺👺👺👺




หมายเหตุ


1.ว่าด้วยเรื่อง อัตภุตรส

ชุคุปสาภาวะ ไม่ใช่แค่ความขยะแขยง รังเกียจ แต่รวมถึงความเกลียดชัง ที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทของตัวละครและเกิดพีภัตฺสรสในใจคนดู อัทภุตรส ก็ไม่รสแห่งความขยะแขยงเท่านั้น

1.1.การอัศจรรย์ใจเพราะความขยะแขยงเหนือมนุษย์

เมื่อก่อนครูภาษาไทยบางคนเข้าใจผิดว่า อัทภุตรส เป็นรสแห่งความขยะแขยงเพราะบรมครูผู้สอนสันสกฤตท่านหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าก็รู้จัก (รู้จักไม่เป็นการส่วนตัวแต่รู้ว่าเป็นใครสอนอยู่ที่ไหน?) สมัยก่อนท่านได้ยกบทที่เวตาลกินศพในป่าช้ามาอธิบายเกี่ยวกับ " อัทภุตรส "

ลูกศิษย์ไทยก็เลยเอาค่านิยมไทยไปจับว่า อัทภุตรส เป็นรสแห่งความขยะแขยงเท่านั้น (อ่านไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียดเองโทษบรมครูท่านไม่ได้)

แต่ความจริงมันเป็นความอัศจรรย์ใจว่า มันกินเข้าไปได้อย่างไร?

เหมือนกับอัศจรรย์ใจว่า บ้านของเพื่อนเรารกอย่างกับรถขยะ มันอยู่เข้าไปได้อย่างไร อาจจะเป็นอารมณ์แปลกใจนำ อารมณ์ขยะแขยง (ซึ่งถ้าไม่นำไปสู่การวิวาท หรือการดูถูกรังเกียจกัน ไม่เป็น พิภัตฺสรส ปล.ในบางสำนวนว่า ตอนจบพระวิกรมาทิตย์อาลัยรักในเวตาลที่กลายเป็นเพื่อนของพระองค์ไม่อยากให้จากไป )

1.2. การอัศจรรย์ใจเพราะการกระทำเหนือมนุษย์ของตัวละคร
หรือตอนที่ กัณณัปปา ตัวละครในวรรณกรรมอินเดียใต้ที่ควักตาตนเองบูชาพระศิวะ หรือทศกัณฐ์ตัดเศียรตนบูชาพระศิวะสิบครั้งและร่ายเวทย์ให้ต่อขึ้นใหม่ พระศิวะก็เลยประทานพรให้มีสิบเศียรมีฤทธิ์มากเวลารบ

อันนี้ัคนไทยคงมองว่าน่ารังเกียจน่ากลัวเหมือนเวตาลกินศพในป่าช้า แต่แขกจะมองด้วยดวงตาศรัทธาหยาดเยิ้ม ด้วยความอัศจรรย์ในลีลาของพระเป็นเจ้าของชาวฮินดู บางครั้งถ้าต้องการเรียนรู้ความรู้ของเขาก็ต้องเรียนรู้ปรัชญาพื้นฐานทางความคิดของเขาด้วย

ความจริงอารมณ์แบบนี้ไม่เกี่ยวกับความขยะแขยงในความคิดแขกเลยแต่เป็นภักติหรือศรัทธาของแขกล้วน ๆ

2.ศานตรส บางครั้งไทยใช้ว่า สันติรส ตามอย่างภาษาบาลี ซึ่งก็ได้อิทธิพลจาก"นวรส"เหมือนกัน

3. วิสฺมยะ ในสันสกฤตแปลว่า "อัศจรรย์" แต่ วิษะมะยะ ที่อาจจะเขียนเป็นไทยว่า วิษมยะ แปลว่า "เจตนาร้าย" ระวังจะเขียนผิด

เปรียบเทียบ ภาวะ คืออาหารที่ปรุงแต่งจากนักแสดงที่เป็นเหมือนพ่อครัว ส่วน รสะ คือรสชาติที่ผู้ชมได้รับจากการแสดง

4. นิรเวท ในภาษาสันสกฤตมีหลายความหมาย เช่น ไม่ใช่จารึก ปราศจากพระเวท / ความรู้ รังเกียจ ไม่แยแส สิ้นหวัง หรือ สิ้นหวังโดยสมบูรณ์ เพื่อให้เข้ากับศานตรส ในที่นี้จึงเลือกแปลว่า "การปลงตก"

5. ชาวอินเดียนักวรรณคดี โบราณคดี และศิลปะ ใช้นวรสวิเคราะห์วิจารณ์กับผลงานศิลปะ ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นวรรณคดี วรรณกรรมสมัยใหม่ ภาพยนตร์ นาฏกรรมการแสดงต่าง ๆ  จิตรกรรม ภาพพิมพ์ และปฏิมากรรมต่าง ๆ ทั้งใหม่และเก่า





ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนวรสกับสีและเทพประจำตามความเชื่อฮินดู 



ภาวะ (1)

รส (2)

สี

เทพประจำ

รสตรงกันข้าม

รติ
ศฤงคาระ
เขียว/เขียวอ่อน
วิษณุ
พีภัตสะ
หาสะ
หาสยะ
ขาว
ศิวคณะ/คณัส*
กรุณะ
โศกะ
กรุณะ
เทา
พญายม
หาสยะ
โกรธะ
เราทระ
แดง
รุทราเทพ
อัทภุตะ
อุสาหะ
วีระ
เหลือง
อินทรเทพ
ภยานกะ
ภยะ
ภยานกะ
ดำ
พญายม/มาร**
วีระ
ชุคุปสา/ฆฤณา
พีภัตสะ
น้ำเงิน
มหากาลา
ศฤงคาระ
วิสมะยะ/อาศจัรยะ
อัทภุตะ
เหลือง
พรหมธาดา
เราทระ
สมะ/นิรเวท
ศานตะ
เงิน/ขาวบริสุทธิ์
มหาวิษณุ
ทุกรส

* ศิวคณะ/คณัส บางครั้งเรียง คณะเทพ เป็นอมนุษย์ร่างแคระผู้เป็นบริวารพระศิวะมีพญาโคนนทิเป็นหัวหน้าโดยอยู่ในความปกครองของพระคเณศอีกชั้นหนึ่ง พระคเณศจึงได้ชื่อว่า “พระคณปตี” ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะเทพ  (ตรงกับคำไทยว่า คณบดี แต่ใช้กันคนละความหมาย)


** มารในที่นี้บางครั้งหมายถึงกามเทพ เพราะกามตัณหาเป็นที่มาของภัยทั้งปวง

👹👹👹👹👹👹👹

ตัวอย่างการใช้นวรสจำแนกรูปปฏิมากรรมฮินดู


 ศานตรส (พระรามครองเมือง) 




หาสยรส (คณเทพร่างแคระ) 


กรุณรส (สีดาในสวนอโศก) 


วีรรส (กษัตริย์ทิลีปะสู้กับราชสีห์)


 ภยานกรส  (นรสิงห์ฆ่าหิรัณยกษิปุ)


 ศฤงคารรส (ยักษิณีผู้งดงาม) 


 พีภัตสรส (พาลีรบสุครีพ) 


 อัตภุตรส (หนุมานแสดงวิศวรูป ปัญจมุขี) 


เราทรรส (กาลีกระทืบศิวะ) 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น