วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562

โศกนาฎกรรมแห่งรักของนางโบตั๋น "พีโอนี" และเจ้าหญิงกุหลาบ "โรดันเต้"

ดอกกุหลาบ

ตำนานกำเนิดกุหลาบ

กุหลาบเป็นราชินีแห่งดอกไม้ที่มีตำนานต่าง ๆ มานับพันปี ตำนานกุหลาบของชาวโรมันก็มีหลายตำนาน 

ตำนานแรกเล่าว่ากุหลาบนั้นคือเจ้าหญิงรูปงาม "โรดันเต" (Rhodanthe) ที่ถูกยกย่องว่ามีความงามเหนือมนุษย์ทำให้ประชาชนของพระองค์ และเจ้าชายต่าง ๆ คลั่งไคล้ในความงามของนางถึงขนาดนำรูปปั้นเทพีไดอาน่า (หรือเทพีแห่งจันทร์อาเทมิส) ออกไปจากวิหาร และให้ทำการเชิญเจ้าหญิงขึ้นแทนบูชาในฐานะของเทพธิดาองค์ใหม่ของเมือง ทำให้สุริยเทพอพอลโลโกรธแทนน้องสาวของตนเองจึงสาปให้เจ้าหญิงกลายเป็นดอกกุหลาบ บริวารที่บูชาพระองค์กลายเป็นหนาม และเหล่าเจ้าชาย และกษัตริย์ที่หลงรักพระองค์กลายเป็นผีเสื้อ ผึ้ง และแมลงภู่

ตำนานที่สองเล่าว่า "โรดันเต้" (Rhodanthe) คือนางไม้ที่สวยงามมากทำให้ถูกเจ้าชายและกษัตริย์ต่าง ๆ ไล่จับ จนนางต้องวิ่งหนีกลัวถูกแฟนคลับรุมโทรม ระหว่างที่นางวิ่งหนีนางได้ขอพรและขอร้องเทพีแห่งจันทร์ไดอาน่าให้ช่วยเหลือ ดังนั้นไดอาน่าจึงเปลี่ยนนางไม้ที่สวยงามให้กลายเป็นดอกกุหลาบ เพื่อที่เธอจะได้หลบหนีเหล่าชายที่ไล่ตามเธอมาด้วยความรัก 

ซึ่งการที่ดอกกุหลาบมีหนามว่าครั้งหนึ่งกามเทพหรือคิวปิดยังถูกผึ้งต่อยขณะมีดอกกุหลาบอยู่ใกล้ ๆ จึงโกรธและสาปให้ดอกกุหลาบมีหนาม 

ตำนานที่สามเล่าว่า มีนางไม้ตนหนึ่งไม่มีชื่อ (Wood nymph) ที่เป็นที่รักของเทพีแห่งมวลดอกไม้ (Flora) ตายไม่รู้ใครฆ่า เทพีโฟลร่าจึงขอให้เทพเจ้าทั้งหลายชุบชีวิตให้นางจนกลายเป็นดอกไม้ และเทพีแห่งความรักวีนัสจึงตั้งชื่อให้ว่า โรส (Rose) 

ตำนานที่สี่ นิยมมากสุดว่าวันหนึ่งชู้รักเทพีวีนัส (Venus ดาวพระศุกร์) ที่เป็นบุรุษที่หล่อที่สุดในโลกคืออะโดนีส (Adonis) ถูกเทพแอริส (Ares) แห่งสงครามหรือพระอังคาร  (Mars) ชู้รักคนเก่าของเทพีวีนัสและพ่อของคิวปิสปลอมเป็นหมู่ป่ามาลอบฆ่าระหว่างที่อะโดนีสกำลังไปเที่ยวล่าสัตว์ในป่า ชายชู้ที่ตนรักมากตายทำให้วีนัสเปลี่ยนศพของอะโดนีสให้กลายเป็นต้นกุหลาบ แต่บางตำนานก็ว่าน้ำตาของนางวีนัสไหลไปรวมกับเลือดของอะโดนีสจนเกิดเป็นต้นกุหลาบ แต่ที่ดอกกุหลายมีสีแดงสดเพราะหนามกุหลาบได้แทงลงบนผิวของวีนัสทำให้เลือดของวีนัสทำให้ดอกกุหลาบเป็นสีแดง ฯลฯ

ตำนานที่ห้า เทพแห่งสายลม "เซฟีร" (Zephyr เซฟีรัส เซฟีรอส หรือ ฟาโวเนียส Favonius) หลงรักเทพีแห่งมวลดอกไม้โฟลร่าจึงแปลงเป็นดอกกุหลาบเพื่อให้นางจุมพิต แล้วเทพทั้งสองก็ได้แต่งงานกันมีลูกเป็นเทพแห่งผลไม้

ตำนานที่หก ดอกกุหลาบป่าเกิดจากลมหายใจทางปากของเทพีแห่งมวลดอกไม้โฟลร่า Flora

As she talks, her lips breathe spring roses: I was Chloris, who am now called Flora.



ตำนานที่เจ็ด กำเนิดกุหลาบแห่งเปอร์เซีย เชื่อแต่เดิมพระเจ้าได้สร้างดอกบัวให้เป็นราชินีแห่งดอกไม้สำหรับเวลากลางวัน และสร้างดอกกุหลาบให้เป็นราชินีแห่งดอกไม้สำหรับกลางคืนในสวรรค์ ทำให้นกไนติงเกลที่หลงรักในความงามและความหอมของดอกกุหลาบมากไปจึงโอบกอดดอกกุหลาบทำให้อกของมันถูกหนามแหลมของดอกกุหลาบแทงไปถึงหัวใจจนตาย แล้วเลือดของมันก็ทำให้เกิดดอกกุหลาบสีแดง

Nightingale and Rose in European tale

ตำนานที่แปด นิทานตุรกี (นิทานเตอรกี ก็ว่า) เจ้าหญิงกุหลาบงาม เป็นลูกสาวของธิดากษัตริย์ที่แต่งงานกับคนตัดฟืนจึงถูกไล่ออกนอกวัง เธอมีน้ำตาเป็นไข่มุก และเมื่อยิ้มดอกกุหลาบทั้งหลายจะบาน จึงได้ชื่อว่าเจ้าหญิงกุหลาบงามอาศัยในบ้านกลางป่าอย่างคนยากจน วันหนึ่งเจ้าชายฝันเห็นนางหลงรักและพยายามตามหานางเพื่อแต่งงาน เมื่อพบกันก็แต่งกับนาง แต่นางข้าหลวงคนหนึ่งได้แอบจับนางมาทรมานขณะที่เจ้าชายไม่อยู่ เพื่อให้เจ้าชายแต่งงานกับลูกสาวของนางที่คล้ายกับเจ้าหญิงกุหลาบงาม นางข้าหลวงจับนางมาทรมานและควักตาเจ้าหญิงกุหลาบงาม แล้วเอาไปทิ้งไว้บนเขา ทำให้นางร้องไห้เป็นไข่มุกออกมาจากเบ้าตาที่มองไม่เห็น จนพบกับชายแก่เก็บขยะคนหนึ่งที่ได้มาช่วยเหลือเธอ วันหนึ่งเจ้าหญิงกุหลาบงามยิ้มชายแก่จึงเอาดอกกุหลาบที่เกิดขึ้นจากการยิ้มของนางไปขอแลกกับดวงตาของนางจากนางข้าหลวง ซึ่งต้องการดอกกุหลาบไปให้ลูกสาวของนางแสดงเป็นเจ้าหญิงกุหลาบงามในฝันของเจ้าชาย (แต่เป็นฤดูที่ตุรกีจะไม่มีดอกกุหลาบ) จึงยอมแลกแล้วเจ้าหญิงกุหลาบงามก็มองเห็นเหมือนเดิม แต่ต่อมานางข้าหลวงก็ฆ่าเจ้าหญิงกุหลาบงามได้ ด้วยการให้ทหารไปฆ่ากวางในป่าตัวหนึ่งแล้วเอาหัวใจของกวางมาให้ลูกสาวตนที่เป็นชายาของเจ้าชายเวลานั้นกิน (กล่องดวงใจ?) ซึ่งก็ทำให้ลูกสาวนางข้าหลวงตายเช่นกัน ต่อมาไม่นานที่หลุมศพของเจ้าหญิงกุหลาบงามก็มีดอกกุหลาบที่เป็นลูกสาวของนางงอกออกมา (วันหนึ่งนางฟ้าได้นำหินวิเศษมาให้เจ้าชายแล้วเล่าเรื่องให้ฟังให้เจ้าชายเอาหินวิเศษไปใส่ปากของศพเจ้าหญิงกุหลาบงาม แล้วเจ้าหญิงกุหลาบงามก็คืนชีพขึ้นมาพร้อมกับบุตรี แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุข) 

💔💔💔💔💔💔💔💔💔


ดอกโบตั๋น


ตำนานกำเนิดดอกพีโอนี (ดอกโบตั๋น)
นางไม้ชื่อพีโอเนีย Paeonia นั้นสวยงามและดึงดูดความสนใจของอะพอลโลพระสุริยเทพซึ่งเริ่มจีบเธอ แต่เมื่อนางพีโอเนีย Paeonia รู้ว่าวีนัส (อะโพรไดต์ Aphrodite ก็ว่า) เทพีแห่งความรักกำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่ เธอก็มีสีหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงสด กลายเป็นคนขี้อายและเล่นตัวจนเกินงาม ด้วยความหมั่นไส้และรำคาญ วีนัสจึงสาปนางไม้ให้กลายเป็นดอกโบตั๋นสีแดง นี่คือเหตุที่ทำให้ดอกโบตั๋นมาเป็นสัญลักษณ์ของความอาย

แต่บางตำนานก็ว่านางไม้พีโอเนียเป็นที่หลงรักของเทพเจ้า และกษัตริย์ทั้งหลายในสามโลกเป็นที่ริษยาของเทพีแห่งมวลดอกไม้โฟลร่า (Flora) จึงสาปให้นางกลายเป็นดอกโบตั๋นที่มีพันกลีบ

บางตำนานว่าดอกโบตั๋นเกิดจากไพอัน (Paean) เป็นศิษย์คนหนึ่งของเอสเคลปิอัส เทพเจ้าแห่งการแพทย์ของกรีกโบราณ ต่อมาเอสเคลปิอัสอิจฉาลูกศิษย์ของตน เทพเซอุสช่วยไพอันให้พ้นภัยโดยสาปให้กลายร่างเป็นดอกโบตั๋น ฯลฯ


สรุป

1) ตำนานกำเนิดกุหลาบและโบตั๋นของยุโรป กรีก โรมัน เปอร์เซีย ฯลฯ ที่เป็นโศกนาฎกรรมอาจจะเป็นแนวในการแต่งตำนานกุหลาบไทยให้เป็นแนวโศกนาฎกรรม และตำนานกำเนิดกุหลาบ และดอกโบตั๋นของกรีกและโรมันนั้นคล้าย ๆ กันอาจจะสับสนแล้วเล่าสับกันได้ เช่น ศพนางไม้ที่เทพีแห่งมวลดอกไม้โฟลร่าสาปให้เป็นกุหลาบเพราะความรัก กับนางพีโอเนีย ที่เทพีโฟลร่าสาปให้กลายเป็นดอกโบตั๋น อาจจะสับเรื่องกันได้ ส่วนการที่เทพสุริยเทพอะพอลโลสาปให้นางโรดันเต้กลายเป็นดอกกุหลาบ ก็อาจจะเป็นที่มาของอนุภาคที่จอมเทพสุเทษณ์สาปนางมัทนาให้กลายเป็นกุหลาบ

2) คำว่า nymph ส่วนใหญ่แปลว่า นางอัปสรเพราะเป็นเทพีที่รักษาแม่น้ำแต่ถ้าเป็น wood nymph/woodland nymph โบราณาจารย์มักแปลว่า นางไม้ ซึ่งใกล้เคียงที่สุดแล้ว แต่ก็พบว่าตำนานกำเนิดกุหลาบหลายสำนวนใช้ว่า นางกินรี ซึ่งไม่ถูกต้องนัก แล้วก็คัดลอกต่อกันไปผิดทั่วบ้านทั่วเมือง

3) แต่เดิมคนไทยไม่ค่อยรู้จักดอกโบตั๋นนัก ในเรื่องสามก๊กฉบับพระยาพระคลัง (หน) จึงใช้ดอกพุดตาน (Confederate rose) แทนดอกโบตั๋น (peony)

Peony flower in European tale

อารมณ์ร่วมของผู้เสพวรรณศิลป์และศิลปะ (นวรส กับรสทางวรรณคดีไทย)

รสวรรณคดีไทย

1. เสาวรจนีย์ (บทชมโฉม/ชมความงาม) 

    คือการเล่าชมความงามของตัวละครในเรื่อง อาจเป็นตัวละครที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ หรือสัตว์ ซึ่งการชมนี้อาจจะเป็นการชมความเก่งกล้าของกษัตริย์ ความงามของปราสาทราชวังหรือความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง


เจ้าร่างน้อยนอนนิ่งบนเตียงต่ำ…………… คมขำงามแฉล้มแจ่มใส
คิ้วคางบางงอนอ่อนละไม…………………..รอยไรเรียบรัดระดับดี
ผมเปลือยเลื้อยประจงจนบ่า……………..…งอนปลายเกศาดูสมศรี
ที่นอนน้อยน่านอนอ่อนดี……………….……มีหมอนข้างคู่ประคองเคียง
กระจกแจ่มจัดใส่คันฉ่องน้อย……………….ไม้สอยซ่นงางามเกลี้ยง
ฉากบังจัดตั้งไว้ข้างเตียง……………….……อัฒจันทร์ตั้งเรียงในห้องน้อย
                                                                                  (ขุนช้างขุนแผน ร.2)

2. นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยว โอ้โลม) 

    คือการกล่าวแสดงความรัก ทั้งการเกี้ยวพาราสีกันในระยะแรก ๆ หรือการพรรณนาบทโอ้โลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสังวาสนั้นด้วย เช่น 


         ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร…………….ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
        แม้นเกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร…………………ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
        แม้นเนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ……………พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
        แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา…………………เชยผกาโกสุมปทุมทอง
        เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่……………………. เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง
        จะติดตามทรามสงวนนวลละออง……………เป็นคู่ตรองพิศวาสทุกชาติไป
                                                                               (พระอภัยมณี ของพระสุนทรโวหาร ภู่)

3. พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อ/ บทโกรธ) 

คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี และด่าว่าอย่างรุนแรง

นางเคืองขัดตรัสด่าพวกข้าเฝ้า……..มึงโฉดเฉาช่างไม่บอกพูดหลอกหลอน
จะทำให้ไพร่ฟ้าประชากร………..ได้เดือดร้อนรบราต้องฆ่าฟัน
กูเคยพบรบสู้เคยรู้เห็น……………ที่ยุคเข็ญเย็นร้อนคิดผ่อนผัน
มึงสอพลอยอเจ้าทิ้งเผ่าพันธุ์………จะพากันฉิบหายล้มตายไป
กูเลี้ยงลูกปลูกฝังเห็นพลั้งผิด……….จึงตามติดคิดแต่จะแก้ไข
มึงขัดขวางอย่างนี้จะมีภัย………….ไสหัวไปให้พ้นอ้ายคนพาล ฯ
                                                       (พระอภัยมณี ของพระสุนทรโวหาร ภู่)

4. สัลลาปังคพิไสย (บทโศก) 



    คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก


พระทรงฤทธิ์พิศดูก็รู้จัก…….....ว่าเมียรักร่วมชมภิรมย์ขวัญ
ก็โจนจากพระที่นั่งบัลลังก์พลัน…..พระทรงธรรม์อุ้มองค์กุมารา
พระกรหนึ่งกอดองค์อนงค์นาฏ……ปิ้มจะขาดชนม์ชีพสังขาร์
โศกสะอื้นกลุ้มกลัดหัทยา…………กระษัตรากอดศพสลบลง ฯ
                                                        (ลักษณวงศ์ ของพระสุนทรโวหาร ภู่)



🎸🎸🎸🎸🎸🎸🎸


ภาวะทั้ง 9 


ได้แก่

1. รติภาวะ (ความรักของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดศฤงคารรส
2. อุตสาหภาวะ (ความพยายามความกล้า).................. ทำให้เกิดวีรรส
3. โศกภาวะ(ความโศกเศร้าของตัวละคร..................... ทำให้เกิดกรุณารส
4.โกรธภาวะ (ความคับแค้นใจของตัวละคร)..................ทำให้เกิดเราทรรส
5. หาสภาวะ(ความตลกของตัวละคร)......................... ทำให้เกิดหาสยรส
6. ภยภาวะ (ความกลัวของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดภยานกรส
7.ชุคุปสาภาวะ (ความไม่ชอบ ความเกลียดชัง การวิวาท)/ ฆฤณาภาวะ (ความรังเกียจ) ทำให้เกิดพีภัตฺสรส
8. วิสฺมยภาวะ (ความแปลกใจ การตกตะลึง) /อาศจัรยะภาวะ (ความอัศจรรย์ใจ) ..................ทำให้เกิดอัตภุตรส
9. สมภาวะ (ความมีใจสงบ) /นิรเวทภาวะ (การปลงตก) .........................................ทำให้เกิดศานตรสในใจผู้คน



👺👺👺👺👺👺
A คือผู้แสดง , สื่อ หรือผลงานศิลปะ
B คือผู้ชม , ผู้เสพงานศิลปะ

1. รติภาวะ (ความรักของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดศฤงคารรส


A รติภาวะ 
B ศฤงคารรส


2. อุตสาหภาวะ (ความพยายามความกล้า).................. ทำให้เกิดวีรรส


A อุตสาหภาวะ 
B วีรรส

3. โศกภาวะ(ความโศกเศร้าของตัวละคร..................... ทำให้เกิดกรุณารส


A โศกภาวะ
B กรุณารส

4.โกรธภาวะ (ความคับแค้นใจของตัวละคร)..................ทำให้เกิดเราทรรส


A โกรธภาวะ
B เราทรรส


5. หาสภาวะ(ความตลกของตัวละคร)......................... ทำให้เกิดหาสยรส


A  หาสภาวะ
B หาสยรส


6. ภยภาวะ (ความกลัวของตัวละคร)..............................ทำให้เกิดภยานกรส


A ภยภาวะ
B ภยานกรส


7.ชุคุปสาภาวะ (ความไม่ชอบ ความเกลียดชัง การวิวาท) ทำให้เกิดพีภัตฺสรส


A ชุคุปสาภาวะ
B พีภัตฺสรส
A ฆฤณา

8. วิสฺมยภาวะ (ความแปลกใจ การตกตะลึง) ..................ทำให้เกิดอัตภุตรส


A วิสฺมยภาวะ
B อัตภุตรส

9. สมภาวะ (ความมีใจสงบ) .........................................ทำให้เกิดศานตรสในใจผู้คน


A สมภาวะ
B ศานตรส

A นิรเวท




นวรส /นวรสะ




B ศานตรส



ซึ่งภาวะทั้ง 9 จะทำให้เกิด รสทั้งเก้าขึ้นในใจผู้ชมที่เรียกว่า "นวรส" ซึ่งในโศลกสันสกฤตของโบราณเดิมกล่าวไว้เพียง 8 รส (อัษฎรส) จึงเชื่อว่า ศานตรสถูกเติมเข้ามาภายหลัง


शृङ्गारहास्य करुणरौद्रवीरभयानकाः ।
बीभत्साद्भुतं संज्ञौ चेत्यष्टौ नाट्ये रसाः स्मृताः॥


ถ่ายถอดตามรูปอักษร
ศฤงคารหาสฺย กรุณเราทฺรวีรภยานกาะ ।
พีภตฺสาตฺภุต สํชเญา เจตฺยษฺเฏา นาฏฺเย รสาะ สฺมฤตาะ ॥
แปล 
ศฤงคาระ หาสยะ กรุณา เราทระ วีระ ภยานกะ 
พีภัตสะ และอัตภุตะ ก็ว่า ถูกรู้ว่าคือรสทั้งแปดแห่งนาฏยศาสตร์อันพึงระลึก




“นวรส” (9 รสในวรรณคดีสันสกฤตปัจจุบัน) ได้แก่

1. ศฤงคาระ (शृङ्गार) .............:อารมณ์รักและความพึงพอใจ ไทยใช้ว่า ศฤงคารรส
2. วีระ (वीर) ............................: กล้าหาญ ไทยใช้ว่า วีระรส
3. กรุณะ (करुण)....................: สงสาร เห็นใจ ไทยใช้ว่า กรุณารส
4. เราทฺระ (रौद्र).................: โกรธ ไทยใช้ว่า เราทรรส
5. หาสยะ (हास्य)...................: ความขบขัน ไทยใช้ว่า หาสยรส
6. ภยานกะ ( भयानक).........: ตกใจกลัว ไทยใช้ว่า ภยานกรส
7. พีภัตฺสะ (बीभत्स )..........: ความเกลียดชัง หรือรังเกียจ ไทยใช้ว่า พีภัตฺสรส
8. อัตภุตะ (अद्भुत).................: แปลกประหลาดใจ ไทยใช้ว่า อัตภุตรส
9. ศานตะ (शांत)...................: สงบใจ ไทยใช้ว่า ศานตรส


👺👺👺👺👺👺




หมายเหตุ


1.ว่าด้วยเรื่อง อัตภุตรส

ชุคุปสาภาวะ ไม่ใช่แค่ความขยะแขยง รังเกียจ แต่รวมถึงความเกลียดชัง ที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทของตัวละครและเกิดพีภัตฺสรสในใจคนดู อัทภุตรส ก็ไม่รสแห่งความขยะแขยงเท่านั้น

1.1.การอัศจรรย์ใจเพราะความขยะแขยงเหนือมนุษย์

เมื่อก่อนครูภาษาไทยบางคนเข้าใจผิดว่า อัทภุตรส เป็นรสแห่งความขยะแขยงเพราะบรมครูผู้สอนสันสกฤตท่านหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าก็รู้จัก (รู้จักไม่เป็นการส่วนตัวแต่รู้ว่าเป็นใครสอนอยู่ที่ไหน?) สมัยก่อนท่านได้ยกบทที่เวตาลกินศพในป่าช้ามาอธิบายเกี่ยวกับ " อัทภุตรส "

ลูกศิษย์ไทยก็เลยเอาค่านิยมไทยไปจับว่า อัทภุตรส เป็นรสแห่งความขยะแขยงเท่านั้น (อ่านไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียดเองโทษบรมครูท่านไม่ได้)

แต่ความจริงมันเป็นความอัศจรรย์ใจว่า มันกินเข้าไปได้อย่างไร?

เหมือนกับอัศจรรย์ใจว่า บ้านของเพื่อนเรารกอย่างกับรถขยะ มันอยู่เข้าไปได้อย่างไร อาจจะเป็นอารมณ์แปลกใจนำ อารมณ์ขยะแขยง (ซึ่งถ้าไม่นำไปสู่การวิวาท หรือการดูถูกรังเกียจกัน ไม่เป็น พิภัตฺสรส ปล.ในบางสำนวนว่า ตอนจบพระวิกรมาทิตย์อาลัยรักในเวตาลที่กลายเป็นเพื่อนของพระองค์ไม่อยากให้จากไป )

1.2. การอัศจรรย์ใจเพราะการกระทำเหนือมนุษย์ของตัวละคร
หรือตอนที่ กัณณัปปา ตัวละครในวรรณกรรมอินเดียใต้ที่ควักตาตนเองบูชาพระศิวะ หรือทศกัณฐ์ตัดเศียรตนบูชาพระศิวะสิบครั้งและร่ายเวทย์ให้ต่อขึ้นใหม่ พระศิวะก็เลยประทานพรให้มีสิบเศียรมีฤทธิ์มากเวลารบ

อันนี้ัคนไทยคงมองว่าน่ารังเกียจน่ากลัวเหมือนเวตาลกินศพในป่าช้า แต่แขกจะมองด้วยดวงตาศรัทธาหยาดเยิ้ม ด้วยความอัศจรรย์ในลีลาของพระเป็นเจ้าของชาวฮินดู บางครั้งถ้าต้องการเรียนรู้ความรู้ของเขาก็ต้องเรียนรู้ปรัชญาพื้นฐานทางความคิดของเขาด้วย

ความจริงอารมณ์แบบนี้ไม่เกี่ยวกับความขยะแขยงในความคิดแขกเลยแต่เป็นภักติหรือศรัทธาของแขกล้วน ๆ

2.ศานตรส บางครั้งไทยใช้ว่า สันติรส ตามอย่างภาษาบาลี ซึ่งก็ได้อิทธิพลจาก"นวรส"เหมือนกัน

3. วิสฺมยะ ในสันสกฤตแปลว่า "อัศจรรย์" แต่ วิษะมะยะ ที่อาจจะเขียนเป็นไทยว่า วิษมยะ แปลว่า "เจตนาร้าย" ระวังจะเขียนผิด

เปรียบเทียบ ภาวะ คืออาหารที่ปรุงแต่งจากนักแสดงที่เป็นเหมือนพ่อครัว ส่วน รสะ คือรสชาติที่ผู้ชมได้รับจากการแสดง

4. นิรเวท ในภาษาสันสกฤตมีหลายความหมาย เช่น ไม่ใช่จารึก ปราศจากพระเวท / ความรู้ รังเกียจ ไม่แยแส สิ้นหวัง หรือ สิ้นหวังโดยสมบูรณ์ เพื่อให้เข้ากับศานตรส ในที่นี้จึงเลือกแปลว่า "การปลงตก"

5. ชาวอินเดียนักวรรณคดี โบราณคดี และศิลปะ ใช้นวรสวิเคราะห์วิจารณ์กับผลงานศิลปะ ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นวรรณคดี วรรณกรรมสมัยใหม่ ภาพยนตร์ นาฏกรรมการแสดงต่าง ๆ  จิตรกรรม ภาพพิมพ์ และปฏิมากรรมต่าง ๆ ทั้งใหม่และเก่า





ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนวรสกับสีและเทพประจำตามความเชื่อฮินดู 



ภาวะ (1)

รส (2)

สี

เทพประจำ

รสตรงกันข้าม

รติ
ศฤงคาระ
เขียว/เขียวอ่อน
วิษณุ
พีภัตสะ
หาสะ
หาสยะ
ขาว
ศิวคณะ/คณัส*
กรุณะ
โศกะ
กรุณะ
เทา
พญายม
หาสยะ
โกรธะ
เราทระ
แดง
รุทราเทพ
อัทภุตะ
อุสาหะ
วีระ
เหลือง
อินทรเทพ
ภยานกะ
ภยะ
ภยานกะ
ดำ
พญายม/มาร**
วีระ
ชุคุปสา/ฆฤณา
พีภัตสะ
น้ำเงิน
มหากาลา
ศฤงคาระ
วิสมะยะ/อาศจัรยะ
อัทภุตะ
เหลือง
พรหมธาดา
เราทระ
สมะ/นิรเวท
ศานตะ
เงิน/ขาวบริสุทธิ์
มหาวิษณุ
ทุกรส

* ศิวคณะ/คณัส บางครั้งเรียง คณะเทพ เป็นอมนุษย์ร่างแคระผู้เป็นบริวารพระศิวะมีพญาโคนนทิเป็นหัวหน้าโดยอยู่ในความปกครองของพระคเณศอีกชั้นหนึ่ง พระคเณศจึงได้ชื่อว่า “พระคณปตี” ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะเทพ  (ตรงกับคำไทยว่า คณบดี แต่ใช้กันคนละความหมาย)


** มารในที่นี้บางครั้งหมายถึงกามเทพ เพราะกามตัณหาเป็นที่มาของภัยทั้งปวง

👹👹👹👹👹👹👹

ตัวอย่างการใช้นวรสจำแนกรูปปฏิมากรรมฮินดู


 ศานตรส (พระรามครองเมือง) 




หาสยรส (คณเทพร่างแคระ) 


กรุณรส (สีดาในสวนอโศก) 


วีรรส (กษัตริย์ทิลีปะสู้กับราชสีห์)


 ภยานกรส  (นรสิงห์ฆ่าหิรัณยกษิปุ)


 ศฤงคารรส (ยักษิณีผู้งดงาม) 


 พีภัตสรส (พาลีรบสุครีพ) 


 อัตภุตรส (หนุมานแสดงวิศวรูป ปัญจมุขี) 


เราทรรส (กาลีกระทืบศิวะ)