วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มณีเมขไล : มหากาพย์พุทธศาสนาของชาวทมิฬ




มณีเมขไล (Manimekalai) มหากาพย์พุทธศาสนาของชาวทมิฬ (ภาคต่อของศิลัปปะธิการัม)

                         หลังจากที่โกวะลันจากนางเมธาวีไป นางเมธาวีก็ตั้งครรภ์คลอดลูกสาวให้ชื่อว่า มณีเมขไล (Manimekalai) นางได้สอนลูกสาวจนนางมณีเมขไลกลาย เป็นนางระบำที่เก่งกาจ (เทวทาสี???) และรักกันกับเจ้าชายคือโจฬันอุทยะกุมาร (Cholan Udyakumara) แต่เนื่องจากนางมณีเมขไลเป็นลูกสาวของโกวะลัน และแม่ใหญ่ (ภรรยาหลวงของพ่อ) เป็นผู้สาปเผาทำลายเมืองมะดูไร (เก่า) จนพินาศไป นางจึงกลายเป็นลูกของศัตรูของวรรณะกษัตริย์ ความรักของนางกับเจ้าชายจึงเป็นไปไม่ได้ นางมณีเมขไลจึงต้องการที่จะอุทิศตัวเองให้กับชีวิตพรหมจรรย์ทางศาสนา (สำหรับนางความกตัญญูมาก่อนความรักส่วนตัว)
                      แต่นางก็ยังถูกตามตื้อขอความรักโดยเจ้าชายโจฬันอุทยะกุมาร (Cholan Udyakumara) ผู้หลงรักนาง เมื่อเจ้าชายจะฉุดพานางไปเป็นชายาให้ได้ ก็มีชายคนหนึ่งเข้าใจผิดคิดว่านางกำลังโดนโจรทำร้ายจึงมาช่วยนางและพลั้งมือฆ่าเจ้าชายและหนีไป นางมณีเมขไลจึงถูกจับและสงสัยว่าฆ่าเจ้าชายที่ตนรัก และสุดท้ายนางก็พ้นความผิด แต่นางก็ถูกสั่งเนรเทศไป เพราะอย่างไรพระมารดาของเจ้าชายก็โทษว่านางเป็นสาเหตุให้เจ้าชายตาย
                    ดังนั้นในกลางดึกเทพธิดาผู้รักษาท้องทะเลคือ "นางมณีเมขลาเทวี" (Manimegala Theivam) จึงมาสะกดให้นางนอนหลับและพาเธอไปที่เกาะชื่อมณีปัลลวัม (Manipallavam) หลังจากที่ตื่นขึ้นมาในนิมิตร นางมณีเมขไล (Manimekhalai) ก็เดินผ่านธรรมสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมสั่งสอนเจ้าชายพญานาคสองพี่น้องให้หยุดทำสงครามกัน โดยในที่นั้นมีพระอินทร์เป็นพยานอยู่ด้วย แล้วนางมณีเมขไล (Manimekalai) ก็ได้สักการะบูชาพวกเขา และจากนั้นนางได้ระลึกถึงเรื่องอดีตชาติของนางเองที่ได้เคยเกิดเป็นภรรยาของเจ้าชายโจฬันอุทยะกุมารในชาติก่อน ๆ แต่ก็ต้องพบกับกรรมที่ให้ต้องพลัดพรากจากกัน เช่นชาติหนึ่งนางเกิดเป็นเจ้าหญิงลักษมี ได้อภิเษกกับเจ้าชายราหุลัน (เจ้าชายโจฬันอุทยะกุมารในอดีตชาติ) รัชทายาทของกษัตริย์อัตติบดีแห่งอาณาจักรคันธาระโบราณที่เคยรุ่งเรือง แต่สมัยนั้นได้สูญหายไปแล้วเพราะแผ่นดินไหว...เพียง ๑๖ วันหลังงานอภิเษกเจ้าชายราหุลันก็ถูกพญานาคชื่อ "ทฤษฏิวิษะ" กัดทำให้สิ้นพระชนม์ และด้วยความเสียใจเจ้าหญิงลักษมีก็กระโดดเข้ากองไฟสิ้นพระชนม์ตามไป และนางก็ระลึกได้ถึงชาติอื่น ๆ ที่ได้จากเป็น และจากตายกันกับชายคนรักเสมอไป จนนางเข้าใจซึ้งว่า "ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์"
                   ต่อมานางมณีเมขไลได้พบกับนางเทพธิดาผู้พิทักษ์ธรรมสถานและการทำสมาธิคือนางเทวะ-ตีละไก (Deeva-Teelakai) นางเทพธิดาอธิบายถึงความสำคัญของการนั่งสมาธิ และช่วยให้นางได้รับบาตรวิเศษที่เรียกว่า "อมฤตะ สุรภี" (Amrita Surabhi) ซึ่งบาตรนี้มีฤทธิ์สามารถเนรมิตให้มีอาหารเพื่อบรรเทาและลดความหิวของคนทั้งหลายไม่มีหมดสิ้น นอกจากนี้นางเทพธิดาเทวะ-ตีละไกยังทำนายอนาคตว่า พระภิกษุนามว่า “อรวะนะ อาทิกัล” (Bhikshu Aravana Adigal) จะเป็นครูที่ถ่ายทอดพระธรรมชั้นสูงให้นางมณีเมขไล

               
    นางมณีเมขไล (Manimekalai) ได้สวดอ้อนวอนเทพธิดาแห่งท้องทะเลนางมณีเมขลา เทวี และนางเทพธิดาได้พานางมณีเมขไลกลับไปยังแผ่นดินของทมิฬนาฑูอีกครั้ง  ต่อมานางมณีเมขไล ก็พบกับ พระภิกษุ อรวะนะ อาทิกัล  (Bhikshu Aravana Adigal) ซึ่งอธิบายคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่าง ๆ ให้นางมณีเมขไล ฟัง  หลังจากนั้นนางได้บวชเป็นภิกษุณีเพื่อปฏิบัติธรรมที่จะกำจัดกิเลสของตัวเองเพื่อความหลุดพ้นจากการเป็นทาสของการเวียนว่ายตายเกิด จากนั้นนางได้ใช้นำอาหารในบาตรวิเศษแจกจ่ายให้คนยากจนจำนวนมาก ทำให้ได้รับการบูชาในฐานะสตรีนักบวชผู้ศักดิ์สิทธิ์  และในท้ายที่สุดนางก็บรรลุนิพพาน




.............

แต่เวอร์ชั่นละครเวที บอกว่านางมณีเมขลา 
พานางมณีเมขลัยหนีเจ้าชายไปเกาะ (เจ้าชายยังไม่ตาย)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น