วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ไทยมีฤๅษีแปลงสาร อินเดียมีนางงามแปลงสาร (เรื่องพระจันทร์หรรษา ผู้ปราศจากความอาฆาตแค้น)


รูปที่ 1 อาณาจักรอินเดียใต้ สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 3
ที่มา https://tamilandvedas.files.wordpress.com/2015/01/map-2.jpg

1.นางงามแปลงสาร จากวรรณกรรมบาลี
คือ เรื่องประวัติโฆษกะเศรษฐี แห่งโกสัมพี ในสุตตันตปิฏก ที่ถูกพ่อเลี้ยงพยายามฆ่าเพราะ ปุโรหิตทำนายว่าเกิดในฤกษ์ของเศรษฐีแห่งโกสัมพี เศรษฐีพยายามฆ่าเท่าใดก็ไม่สำเร็จในที่สุดก็ทำให้บุตรชายของตนเอง ผู้เป็นเด็กเคราะห์ร้ายตายแทน พ่อเลี้ยงจึงให้ โฆษกะนำจดหมายไปให้เพื่อนรักของตนในชนบท แต่บุตรสาวของเพื่อนเศรษฐีเกิดหลงรักโฆษกะเมื่อแรกพบด้วยบุพเพสันนิวาสในอดีตชาติ และนางได้แอบอ่านจดหมายจึงรู้ว่าข้อความในจดหมาย ให้พ่อของนางฆ่าโฆษกะ นางจึงฉีกจดหมายฉบับเดิมทิ้งและปลอมจดหมายใหม่ ว่าให้พ่อนางมอบนางให้แต่งงานกับโฆษกะ เมื่อพ่อเลี้ยงของโฆษกะรู้เข้าก็กระอักเลือดตาย ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจึงตกเป็นของโฆษกะเศรษฐี และพระราชาจึงแต่งตั้งให้โฆษกะเศรษฐีเป็นเศรษฐีเมืองโกสัมพี
ภาพที่ 2 นิทานจันทรหสะ ฉบับสำนักพิมพ์อมรจิตรคาถา
ที่มา http://ak1.scstatic.net/1/cdn2-cont7.sweetcouch.com/141825582509918320-amar-chitra-katha-chandrahasa.jpg .............................
2. นางงามแปลงสาร จากวรรณกรรมสันสกฤต
เรื่องที่สอง คือเรื่องจันทรหาสะ (พระจันทร์หรรษา - พระจันทร์ยิ้มก็ว่า) เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ในนิทานพื้นบ้านทางรัฐปัญจาบ ถึงมหาราชาที่เป็นเจ้าโลกของชาวปัญจาบชื่อ จันทรหาสะ ก่อนหน้านั้นในแคว้นปัญจาบ แบ่งเป็นสามอาณาจักรใหญ่ พระบิดาจันทรหาสะเป็นกษัตริย์หนึ่งในสามนั้น ภายหลังถูกฆ่าตาย เวลานั้นพระโอรส พระชนมายุเพียง ห้า พระชันษา ถูกกษัตริย์ที่เป็นข้าศึกที่ยึดเมืองได้ให้นำไปประหาร ในขณะที่เขาจะถึงนำตัวไปประหารเพชฌฆาต เกิดสงสารเลยปล่อยตัวไปในป่า ต่อมากษัตริย์อีกองค์ปรารถนาจะมีพระโอรสมาก แต่ไม่มีเมื่อพบเด็กน้อยน่ารักเลยรับไว้เป็นพระโอรสบุญธรรม เมื่อเขาโตขึ้นได้แต่งงานกับพระธิดาของกษัตริย์ที่ฆ่าพ่อของเขา และกลายเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งเรื่องราวอย่างนี้ได้ถูกพูดถึงและบอกเล่าเช่นกันในตอนท้ายเรื่อง มหาภารตะของรัฐกรรณาฏก โดยผสมผสานกับเรื่องราวของนางงามแปลงสารที่ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฏกเข้าไว้ด้วย โดยกล่าวว่า พระจันทรหาสะ นั้นคือมหากษัตรย์ของอาณาจักรกุนตลา อาณาจักรใหญ่ที่อยู่ทางภาคใต้ และมีอำนาจขึ้นไปถึงตอนใต้มหาราษฏระ ทางภาคตะวันตกของอินดีย ที่เรียกว่า โคมหาราษฏระ จันทปูร (จันทวตี ชื่อเก่า) รวมถึง โคกรรณาฏกะ แต่ด้วยเหตุที่เรื่องของจันทรหาสะ มีอยู่ในนิทานพื้นบ้านของปัญจาบด้วย จึงไม่แน่ว่าสมัยนั้น รัฐกุนตลาเคยมีอำนาจไปถึง ปัญจาบด้วยเช่นกัน
พระจันทรหาสะ นี้ลูกชาย ที่เรียกว่าพระโอรสสองคน คือ มักรากษะ เกิดกับนางวิษยา ผู้แปลงสารให้พระองค์ด้วยอุบัติเหตุรัก และ ปัทมากษะ เกิดกับนางจัมปกามาลินี ซึ่งเป็นราชธิดาของกษัตริย์กุนตลาองค์ก่อน
..............................................
เรื่อง พระจันทรหาสะ หรือ พระจันทร์หรรษา (ราชาพระจันทร์ยิ้ม)
โครงเรื่องดัดแปลงจากเรื่องพระเจ้าจันทรหาสะสาวกของพระวิษณุ ผู้ปราศจากความอาฆาตแค้น ในตอนท้ายของเรื่องมหาภารตะ ตอนปล่อยม้าอุปการ

..........................
....จะกล่าวถึงกุนตลามหาสถาน.........อันโอฬารในภารตจดทักษิณ
คือกรรณาฏกะธรณิน..................เหนือสุดสิ้นโคมะหาราษฏะรา
ทั้งจันทนะวตีบุรีศรี....................ไปถึงที่ปัญจาบจบกังขา
อาณาจักรใหญ่น้อยน้อมเข้ามา.............พึ่งมหาราชจันทรหสะกัน
พระอภัยไมตรีมีสงสาร................สร้างสมภารผ่อนคนโทษพ้นโมหัน
เป็นราชาเหนือกว่าจอมราชัญ .......ด้วยทรงธรรม์ทรงพร้อมทศบารมี
ข้าบาทราษฎร์ประชาชื่นใจแล้ว........พระยอดแก้วเกศกษัตริย์สมศักดิ์ศรี
พระเมตตาพาใจราษฎร์ให้ภักดี........เช่นดาวมีเดือนเด่นเฝ้าชวนชม
แม้เดือนห่างดาวก็ห่วงเฝ้าห่วงหา......รอบัญชาราชกิจทุกเสนาสนม
เป็นบพิตรพิศดูหมู่นิคม....................ใจพระห่มหายร้ายราษฎร
พระมีบุตรมะกะรากษะวรฤทธิ์..........ด้วยโสภิตวิษยาศรีสมร
กับปัทมากษะสุดอาทร.................จากนวลอ่อนจำปะกามาลินี
ต่างสามัคคีมีสุขทุกเช้าค่ำ...............ยุติธรรมทั้งจริงใจกระจ่างศรี
ช่วยราชกิจพระเป็นนิตย์ผิดไม่มี......เป็นดังศรีบุญสล้างข้างปวงชน
งามบ้านเมืองปราสาทประหลาดสร้าง......ประดับปรางค์ราชมณีดีทุกหน
หลังคาศิลาทาทองผ่องพิกล..............ไม่ขัดสนส่องสุกทุกคืนวัน
ทุกถนนหนเมืองเหมือนแมนสรวง.....ประดับดวงพวงรัตนาสวรรค์
ทั้งรูปทองเทพกัลยาเทวาอนันต์......งามสุขสันต์แสนวิไลในโลกา
เช้านาวาวานิชเข้าค้าขาย..............ดูหลากหลายล้านคนล้นคูหา
มากไม้ธาตุธัญพืชเพชรจินดา.........พร้อมภูษาโภชน์เภสัชเวชภัณฑ์
ยอดผ้าทองทอแกมเพชรพิไลสวย.....ดูล่ำรวยรุจิรสสดสีสัน
เอกผ้าฝ้ายขาวงามเขาชมกัน…………..ทั่วสุวรรณสี่ทวีปไว้ใจจริง
งามวัดวาอารามงามจริงหนา..........ศิลป์ศิลาผาหินสลักสิงห์
โคปุรัมค้ำตะง่านเงยหน้านิ่ง............ตะลึงพิงเสาเขาดูอยู่ทุกคน
ถึงเทศกาลทวาทศมาส..................ทุกปวงราษฎร์รื่นเริงทุกแห่งหน
เทวทาสีนารีเทพระบำบน..............เจ้าเสด็จด้นดีมิขาดดูราษฎรา
เกิดภาษิตรักษ์สลักไว้ในหลักหิน........เหนือธานินเทพนครในแดนฟ้า
คือโคกรรณาฏกะแห่งกุนตลา............เป็นมหานครสวรรค์ในแดนดิน

..........ฯลฯ.....

.......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]

วันหนึ่งพระโอรสทั้งสองของเขาไปประพาส ป่าจึงได้พบกับ พระกฤษณะและอรชุน ซึ่งคุ้มม้าอุปการ มาเพื่อทำพิธีอัศวเมธให้กับยุธิษเฐียร เมื่อได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เพราะฆ่าพวกเการพสิ้นแล้ว ทั้งสองจึงได้นำความไปบอกพระบิดาของพวกเขา พระจันทรหาสะ ซึ่งนับถือพระวิษณุ และรู้ว่าพระกฤษณะคือวิษณุอวตาร จึงรีบออกมาตอนรับขบวนม้าอุปการจัดพิธีเลี้ยงรับขวัญ และกระทำเป็นมิตรไมตรีกับอรุชน หลังจากที่มอบราชสมบัติให้กับ มักรากษะแล้วก็ติดตาม พระกฤษณะ และอรชุน รักษาม้าอุปการต่อไป
ส่วนเรื่องประวัติของ พระจันทรหาสะ ซึ่ง พระกฤษณะ เป็นผู้เล่าให้อรชุนฟังมีใจความพิสดารต่างออกไปว่า****
สมัยที่ กษัตริย์สุธรรมิกะ ของเกลารา ซึ่งบูชาพระวิษณุเพื่อขอลูก จึงได้ลูกชายที่ประทานจากพรของพระวิษณุ แต่ในขณะที่ลูกชายไม่ถึงปี ปรากฏว่าศัตรูได้ยกทัพมาประชิดเมือง เมื่อพระราชบิดาของเขา พระราชาสุธรรมิกะ ออกไปรบก็ตายในที่รบ ในสมัยนั้นเมื่อสามีตายภารยาจะต้องทำพิธีสตีคือเข้าไฟเผาไปกับศพของสามี นางเมธาวีกานดา จึงมอบลูกชายที่แบเบาะให้กับนางเฒ่าข้าเก่าที่ภักดี พาพระโอรสหนีไป และนางก็เข้าไฟตายตามสามีไปตามขัตติยราชประเพณีสมัยนั้น

....สิ้นพระสิ้นแผ่นดินสิ้นไอศวรรย์……..แม้ผูกพันแม้รักเจ้าดังชีวิต
จำต้องตายตามสตีพิธีกิจ.................จึงประสิทธิ์ประสาทเจ้าแก่แม่เฒ่า
โอ้ศรีกฤษณะหริรักษ์.....................ผู้พิทักษ์ทั่วฟ้าดินน้ำแลป่าเขา
โปรดคุ้มครองลูกนี้้ที่แสนเยาว์..........สั่งเสร็จเข้าไฟตายตามสวามี

..........ฯลฯ.....

.......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]
ภาพที่ 3 นิทานจันทรหสะ ฉบับสำนักพิมพ์อมรจิตรคาถา 
ที่มา http://media.amarchitrakatha.com/media/catalog/product/cache/2/image/320x434/9df78eab33525d08d6e5fb8d27136e95/C/H/CHANDRAHASA_3_.1425073107.jpg
........................................




กล่าวถึงนางเฒ่า เมื่อได้หนีไฟสงครามมานั้นจึงหนีไปที่ อาณาจักรกุนตลา ที่อยู่ทางเหนือ (ทางเหนือของรัฐเกลารา คือรัฐกรรณาฏกะ ซึ่งในอดีตคือส่วนหนึ่งของแคว้นกุนตลา) นางได้ปิดบังฐานะที่แท้จริงของพระโอรส และใช้ชีวิตเยี่ยงขอทานด้วยความภักดี และในที่สุดเมื่อพระโอรสที่ใครก็คิดว่าเป็นหลานของนางอายุได้ห้าขวบ นางเฒ่าก็ถึงแก่ความตายไปอย่างสงบด้วยความชรา และความจน
......ชื่อว่าโชคชะตานี้มีประหลาด.............เป็นถึงราชบุตรามาขื่นขม
ไม่มีกินนอนดินผิดราชนิยม...............ใช่ทับถมแต่แม่เฒ่าเสียใจแทน
โอ้อกกูแกแล้วยังได้ยาก.....................ต้องพลัดพรากฝ่าไฟรบมาต่างแคว้น
มาถึงกุนตลาก็ต่างแดน......................ยิ่งโศกแสนถวายพระบุตรด้วยเศษทาน
แต่ด้วยรักภักดีเหนือเกสา...................จนตัวข้าขาดลมสิ้นสังขาร
จะรักษาลูกราชาเช่นชีวาน...................แสร้งว่าหลานหลบภัยไกลศัตรู
ห้าปีแล้วแม่เฒ่าจึงพ้นเศร้า..................เหลือแต่เจ้าบุตรน้อยคอยต่อสู้
กับชีวิตขอทานน้อยน่าเอ็นดู.................ตนไม่รู้เรื่องความหลังราชสกุล

..........ฯลฯ.....

.......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]


แต่โชคยังดีที่พระโอรสได้รับความเมตตาจากชาวบ้าน ซึ่งคอยให้ทานอาหารเลี้ยงดูพระองค์ วันหนึ่งเมื่อพระองค์เห็นเด็กๆในหมู่บ้านเล่นทอยลูกหินนั้น (ในสุตตันตปิฏกว่า ลูกของพ่อเลี้ยง และโฆษกะ เองชอบเล่นคลีพนัน ในพระรถเมรีว่า พระรถเสนชอบตีไก่ โดยมีไก่เทวดาช่วยให้ชนะ) พระองค์อยากเล่นด้วยแต่ไม่มีลูกหิน จึงสวดถึงพระวิษณุ ซึ่งวันต่อมาพระองค์จึงพบกับลูกหินสีดำ (ที่จริงเป็นหินชนิดหนึ่งนิยมใช้ทำประคำสวดบูชาพระวิษณุ) และทำมาเล่นกับลูกชาวบ้านซึ่งหินอันนั้นทำให้พระองค์ชนะเสมอ จึงได้กลายเป็นหัวโจกของเด็กในหมู่บ้าน
วันหนึ่งเมื่อทุษฏพุทธิ มหามนตรีของกุนตลาจัดพิธีแจกทานแก่คนยากจน พระโอรสได้มารับทานด้วย เมื่อ คาลวัส ปุโรหิต เห็นลักษณะอันเป็นมงคลของพระโอรสกำพร้า จึงได้ให้คำทำนายว่า เด็กคนนี้จะได้เป็นมหากษัตริย์ของกุนตลาในอานาคต ทุษฎพุทธิ รู้เข้าก็ริษยาเพราะเข้ารู้ดีว่าวิกรมเสนา กษัตริย์ของกุนตลาไม่มีโอรส มีแต่ธิดา ซึ่งเขาหมายมั่นว่าจะให้ลูกชายของเขามันทนันแต่งกับนาง เพราะหวังในราชสมบัติของกุนตลา ดังนั้นจึงแอบใช้ให้มือสังหารไปจับพระโอรสกำพร้าไปฆ่าเสียในป่า

.....โอ้พระหริศรีนิวาสา......................ที่พึ่งพาถึงพันโลกที่โศกแสน
เขาจะฆ่าพาข้าไปในดงแดน............เพราะแล้งแค้นขาดญาติมิตรบุพการี
โปรดเอ็นดูเด็กน้อยน้อยที่พึ่่ง............อย่าต้องถึงกับตายกลายเป็นผี
ใช่คนโทษทำพิษผิดไม่มี.................เพียงเด็กดีเดินตรอกบอกหนทาง

..........ฯลฯ.....

......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปีค.ศ.2011]

แต่พวกเพชฌฆาตมีจิตเมตตา จึงไม่ฆ่าพระโอรสกำพร้ำเพียงแต่ตัดนิ้วเท้าข้างซ้าย ของเขาที่เขามีถึงหกนิ้ว ออกนิ้วหนึ่่ง เพื่อนำไปรับรางวัลกับ ทุษฏพุทธิ ในขณะที่ทุษฏพุทธิมีความสุขที่คิดว่า พระโอรสกำพร้ำตายแล้วนั้น
แท้จริงพระโอรสกำพร้าได้รับการดูแลจากสัตว์ทั้งหลายในป่า ด้วยอำนาจบารมีของพระองค์ วันหนึ่งกษัตริย์ของจันทวตี ซึ่งเป็นญาติ กับกษัตริย์กุนตลามาประพาสป่า เพื่อพบพระโอรสกำพร้ำก็นึกรัก พระกษัตริย์ของจันทวตีไม่มีลูก จึงนำเขาไปเลี้ยงไว้เป็นลูก เมื่อพระมเหสีของกษัตริย์จันทวดี(ปัจจุบันคือ จันทปูร ) เห็นเขาครั้งแรกนึกรักเหมือนลูก และก็ชมว่าเวลาเขายิ้มเหมือนกับวังทั้งวังสว่างเย็นไปด้วยแสงจันทร์ เขาจึงได้ชื่อว่า จันทรหาสะ แปลว่า พระจันทร์หรรษา หรือ เดือนยิ้มได้
จัทรหสะเติบโตขึ้นและร่ำเรียนศิลปะวิทยาการของกษัตริย์เป็นที่่รักใคร่ของกษัตริย์และมเหสีแห่งกุนตลาจึงแต่งตั้งเขาเป็นยุวราช ต่อมาเมื่อ ทุษฏพุทธิมาเยี่ยม และทราบประวัติของจันทรหาสะจาก กษัตริย์ของ จันทวตี จึงนึกสงสัยเด็กกำพร้ำที่เขาวางแผ่นฆ่ายังไม่ตาย ประกอบกับเห็นรอยที่เป็นแผลจากการถูกตัดนิ้วที่หกที่เท้าข้างซ้ายของจันทรหาสะ จึงแน่ใจ ดังนั้น ทุษฏพุทธิจึงได้มอบสารปิดผนึกให้จันทรหาสะไปให้ลูกชายของเขา มันทนัน โดยข้อความในสารบอกให้มันทนันวางยาพิษจันทรหาสะ โดยกำชับว่าห้ามจันทรหาสะเปิดอ่านเด็ดขาดและให้ไปส่งแก่ลูกชายของเขาด้วยตนเองให้เร็วที่สุดแต่พวกเพชฆาตมีจิตเมตตา จึงไม่ฆ่าพระโอรสกำพร้ำเพียงแต่ตัดนิ้วเท้าของซ้าย ของเขาที่เขามีถึงหกนิ้ว ออกนิ้วหนึ่่ง เพื่อนำไปรับรางวัลกับ ทุษฏพุทธิ ในขณะที่ทุษฏพุทธิมีความสุขที่คิดว่า พระโอรสกำพร้ำตายแล้วนั้น พระองค์ได้รับการดูแลจากสัตว์ทั้งหลายในป่า ด้วยอำนาจบารมีของพระองค์ วันหนึ่งกษัตริย์ของจันทวตี ซึ่งเป็นญาติ กับกษัตริย์กุนตลามาประพาสป่า เพื่อพบพระโอรสกำพร้ำก็นึกรัก พระกษัตริย์ของจันทวตีไม่มีลูก จึงนำเขาไปเลี้ยงไว้เป็นลูก เมื่อมเหษีของกษัตริย์จันทวดี(ปัจจุบันคือ จันทปูร ) เห็นเขาครั้งแรกนึกรักเหมือนลูก และก็ชมว่าเวลาเขายิ้มเหมือนกับวังทั้งวังสว่างเย็นไปด้วยแสงจันทร์ เขาจึงได้ชื่อว่า จันทรหาสะ แปลว่า พระจันทร์หรรษา หรือ เดือนยิ้มได้
จัทรหสะตืบโตขึ้นและรำเรียนศิลปวิทยาการของกษัตริย์ เป็นที่่รักใคร่ของกษัตริย์และมเหษีแห่งกุนตลาจึงแต่งตั้งเขาเป็นยุวราช ต่อมาเมื่อ ทุษฏพุทธิมาเยียม และทราบประวัติของจันทรหาสะจาก กษัตริย์ของ จันทวตี จึงนึกสงสัยเด็กกำพร้ำที่เขาวางแผ่นฆ่ายังไม่ตาย ประกอบกับเห็นรอยที่เป็นแผลจากการถูกตัดนิ้วที่หกที่เท้าซ้ายของจันทรหาสะ จึงแน่ใจ ดังนั้น ทุษฏพุทธิจึงได้มอบสารปิดผนึกให้จันทรหาสะไปให้ลูกชายของเขา มันทนัน โดยข้อความในสารบอกให้มันทนันวางยาพิษจันทรหาสะ โดยกำชับว่าห้ามจันทรหาสะเปิดอ่านเด็ดขาดและให้ไปส่งแก่ลูกชายของเขาด้วยตนเองให้เร็วที่สุด

......แล้วคิดแผนร้ายกาจพิฆาตชีวิต...............ด้วยดวงจิตแค้นคิดริษยา
จึงเขียนความวานฆ่าในสารา...................แล้วเรียกหายุุวราชเยี่ยงญาติตน
โอ้จันทรบุรีมีศรีศักดิ์..............................เพราะลูกรักราชกิจประสิทธิ์ผล
แต่การส่งสารข้าขาดผู้คน........................แสนขัดสนข้าพึ่งเจ้าจงเข้าใจ

..........ฯลฯ.....

......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่ง ค.ศ. 2011]

พระจันทรหาสะ จึงได้ทรงม้าฝีเท้าเร็วไปกุนตลาด้วยตนเอง แต่ในระหว่างทางที่ชานเมืองของกุนตลาเขารู้สึกเหนื่อย จึงแวะพักที่อุทยานแห่งหนึ่ง ระหว่างที่เขาหลับอยู่ วิษยาบุตรสาวของทุษฏพุทธิ มาเก็บดอกไม้ พอดี

. ...โอ้ว่ารักรักเอยอยู่ที่ไหน......................อยากจะไขว่คว้ามาชื่นชม
พระกามเทพฤาเทพอุ้มสม...................โปรดชี้ชมหนุ่มผู้ยวนใจ
เป็นสาวน้อยคอยรักจริงจึงไว้ท่า............ใครจะมาหมายมั่นหมั่นวินิจฉัย
แต่ศรรักปักแล้วอย่าแล้วไป..................จงเร่งให้ข้ารู้รักษารักเรา
ทั้งห้าศรม่วงมะลิบัวอโศก.....................มิอาจโยกแย้มรักปักอกเข้า
รักจะคลั่งรักจะพร่ำรักจะเอา..................เพราะรักเผาแผดพิษเพียงจิตกาม
ฤาว่ารักแท้จริงจะพันผูก.....................เคยร่วมฟูกปลูกรักร่วมชาติสาม
เป็นคู่บุญหนุนส่งจงมาตาม....................ในสนามแห่งรักของข้าเอย


..........ฯลฯ.....

.......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]

เรื่องจันทรหสะ การแสดงยักษคณะของรัฐกัรนาฏกะ

และนางวิษยาก็ได้พบจันทรหาสะที่กำลังหลับอยู่ ก็นึกรักขึ้นมาทันที ฉะนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเขาเป็นใครจึงได้ แอบเอาจดหมายที่เขาติดตัวมาด้วยเปิดอ่าน
ในจดหมายนั้นเขียนว่า ชายที่ถือจดหมายจะกลายเป็นกษัตริย์ของกุนตลาในอนาคต ฉะนั้นไม่ต้องรอให้พ่อกลับ ให้มันทนัน ให้วิษะ (หมายถึง..ยาพิษ) แก่จันทรหาสะ ปล. ทุษฏพุทธิ

ด้วยความรักและการมองโลกในแง่ดี ของ วิษยาเธอจึงเข้าใจไปเองว่า พ่อของนางได้คัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นสามีให้กับนางแล้ว แต่เขียนชื่อนางผิด นางจินตนาการว่าถ้า พี่ของนางซึ่งเป็นคนซื่อไม่รู้ก็จะวางยาพิษ ผู้ที่จะมาเป็นสามีในอนาคตของนาง นางจึงถือวิสาสะ เติม ยา ท้าย วิษะ กลายเป็น วิษยา (มีความหมายตรงกับคำว่า วิสัย, วิสัยทัศน์, น่ามอง , และงาม ฯ) ชื่อเต็มของนาง และแอบสอดคืนไว้ที่เดิม และก็จากไปพร้อมกับความฝันแสนหวานรอวันแต่งงานกับชายในฝันของนาง

ฉะนั้นเมื่อจันทรหาสะมอบจดหมายให้ มันทนัน พี่ของนางก็รีบจัดงานแต่งงานระหว่างนางวิษยา กับจันทรหาสะ ตามข้อความที่ว่า ให้ มันทนัน ให้วิษยา กับเขา(จันทรหาสะ) ทันทีก่อนพ่อกลับ หลังจากทุษฏพุทธิ กลับมาก็แค้นใจเป็นอันมาและคิดว่าจะต้องฆ่าจันทรหาสะให้ได้แม้ว่า ลูกสาวของเขาจะต้องกลายเป็นม่าย(หญิงม่ายในสมัยนั้นต้องเข้าไฟตายตามสามี แสดงว่าทุษฏพุทธิรักลูกชายมากกว่า) ทุษฏพุทธิ แต่ก็เก็บไว้ในใจไม่บอกใคร วันหนึ่งจึงใช่ให้จันทรหาสะ ไปบูชาเจ้าแม่จัณฑิกา(บางหนึ่งของทุรคาหรือกาลี) ที่วัดประจำตระกูลของเขาที่นอกเมืองในเวลาใกล้ค่ำ

ในวันนั้น วิกรมเสนา กษัตริย์ของกุนตลา เกิดนิมิตร้ายว่าไม่เห็นเงาหัวของตนในกระจก (ตรงกับความเชื่อไทย แต่ของเขาเป็นล่างที่ปรากฏในฝัน) จึงปรึกษากับปุโรหิต คาละวัส พระมหาปุโรหิต จึงแนะว่านั้นเป็นลางว่าวาระสุดท้ายของพระองค์ใกล้มาถึงแล้วสมควรที่จะไปเป็นสันยาสี บำเพ็ญตนในป่าได้แล้ว แต่วิกรมเสนาเป็นห่วงธิดาของตนที่ยังไม่แต่งงาน พระคาละวัส จึงแนะให้พระองค์จัดงานแต่งงานให้กับธิดาของพระองค์ นางจัมปกามาลินี กับจันทรหาสะ ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์เคยได้ทอดพระเนตรเห็น และคาละวัสทำนายไว้ว่า พระจันทรหาสะจะกลายเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต วิกรมเสนาก็ตกลง คาลวัส จึงใช่ให้ มันทนันซึ่งมาทำงานราชการในสำนักเวลานั้นไปตามจันทรหาสะมาเฝ้าพระราชาโดยด่วน
มันทนันจึงรีบไปหา จันทรหาสะ เมื่อทราบจากวิษยา ว่าจันทรหาสะ ไปบูชาเจ้าแม่กาลีที่วัดชานเมือง ก็รีบควบม้าตามไป ไปดักจันทรหาสะได้ก่อนเข้าไปในวัดพอดี จึงให้จันทรหาสะ ขี่ม้าของตนไปรีบเฝ้าพระราชา ส่วนตนจะไปบูชาเจ้าแม่กาลีจัณฑิกาแทน เมื่อสับหน้าที่กันแล้ว

จันทรหาสะเข้าวังไปและได้แต่งกับ เจ้าหญิงจัมปกามาลินี และได้ราชสมบัติ ส่วน มันทนัน เมื่อเข้าไปในวัด ก็ถูกนักฆ่า ที่ทุษฏพุทธิสั่งไว้ให้ฆ่าชายที่มาบูชากาลีในเวลาใกล้ค่ำตีเสียจนตาย เมื่อจันทรหาสะ พาเจ้าหญิงจัมปกามาลินี มาคารวะ ทุษฏพุทธิตามธรรมเนียม ทุษฏพุทธิรู้เข้าจึงตกใจรีบวิ่งไปวัดเจ้าแม่กาลีจัณฑิกา แต่ก็ช้าไป ลูกชายเขาตายแล้ว ด้วยความเสียใจมากทุษฏพุทธิจึงฆ่าตัวตายตาม

....ได้สดับตรับฟังดังไฟจี........................ดวงฤดีลูกรักจักอาสัญ
รีบวิ่งไปวัดกาลีที่ไกลกัน......................แสนหุนหันจะเห็นใครไม่นำพา
..........ฯลฯ.....

......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]


....โอ้! กุนตลามหาสถาน.........................จะต้องเวนไว้ให้เขาเมื่อเจ้าสิ้น
เสียแรงร่วมรบรักษาเป็นอาจิณ.............กับองค์ปิ่นวิกรมเสนา
ด้วยไฟแค้นแน่นอกอันเจ็บช้ำ..............เพราะว่ากรรมก่อผิดริษยา
คิดว่าอยู่ไปเป็นข้าเขาไม่นำพา..............จะไปหาลูกรักจะวายชนม์
จ่อหน้าแท่นจัณฑิกาเทวีนี้......................คิดจะพลีพร่ำถึงลูกเลือดตาล้น
แล้วจึงดึงกริชร่ายสุดท้ายแทงตน..............แท้ทุกข์ท้นทอดกายตายกับลูกยา
..........ฯลฯ.....
.
......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]

ในตอนเช้าเมื่อจันทรหาสะมาดูที่วัด ก็พอจะคาดการณ์เหตุการณ์ทั้งหมดได้ แต่เนื่องจากเป็นคนจิตใจดี ไม่คิดผูกเวรกับใคร จึงสวดมนตร์อ้อนวอนให้เจ้าแม่กาลีจัณฑิกา คืนชีวิตให้พวกเขา พระแม่จัณฑิกา โปรดจันทรหาสะก็เลยประทานพรให้ ต่าง ๆ นานา และคืนชีพให้กับทุษฏพุทธิ และมันทนัน ซึ่งกลับกลายเป็นคนดีและมิตรของจันทรหาสะ

.....โอ้จัณฑิกามาริอัมมั่น....................ทั่วเทวัญวิสุทธิ์โลกล้วนเทิดเกล้า
โปรดมีมหาเมตตาต่อพวกเรา........ให้ชีพเขาแลลูกกับคืนคง
แม้นเขาชั่วตัวตายสลายโทษ...........อนึ่งโสตลูกซื่อส่งอานิสงส์
ให้ชีพข้ารักษาแล้วแลมั่นคง............เป็นผุยผงข้าเขาเคลือญาติกัน
ใยคิดแค้นเคืองเข็นเป็นอาเพศ..........ไม่ใช่เหตุห้ำหั่นให้โศกศัลย์
อภัยจิตพิชิตเวรเว้นโทษทัณฑ์............ย่อมสุขสันต์ศานติพร้อมทั้งครอบครัว
..........ฯลฯ.....
.
......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]

.....เมื่อนั้น..........................................พระศิวะชายาน่าเกรงขาม
หัวเราะแลตอบไปตามงาม..................ว่าในสามโลกล้วนแล้งน้ำใจ
ยักษ์ประหลาดยังประหลาดไม่เท่าเจ้า......เมื่อถืออภัยธรรมแท้จริงไซร้
ข้าจะคืนชีพสองชนจงชอบใจ.................ให้เจ้าใช้เป็นข้าบาทราชการ
..........ฯลฯ.....
.
......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่งปี ค.ศ. 2011]

จะเห็นได้ว่าเรื่องแนวคิดเรื่องบุพเพสันนิวาส บุญพาวาสนาส่ง นั้นเป็นแนวคิดเดียวกันกับพุทธศาสนาในสุตตันตปิฏกนิกายเพียงแต่เรื่องในวรรณกรรมฮินดูนั้นถูกดัดแปลงเรื่องให้โรแมนติกมากกว่า และมีการสอดแทรกลัทธิของพวกศักดิ์ในสมัยก่อนที่มีการฆ่าตัวเองหรือฆ่าผู้อื่น ซึ่งผิดหลักพุทธศาสนา เมื่อผมประสงค์จะนำเรื่องนี้มาพิมพ์แพร่หลายในอนาคตจึงได้ดัดแปลงในตอนท้ายไว้ว่า เจ้าแม่จัณฑิกาเองไม่ชอบ การบูชาเช่นนี้และสั่งให้เลิกเสีย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา และก็กลัวเนื่องด้วยเมื่อก่อนเคยมีข่าวว่าเคยมีคนดูเรื่องบ่วงกรรมทางช่องสามแล้วได้ฆ่าตัวตาย
ซึ่งดัดแปลงเช่นนี้ไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่อย่างไร?

....ส่วนมนุษย์ยัญพิธีพลีชีพนี้…………………….อันได้มีในมนุษย์สุดสลด
จงละสิ้นถือศีลบำเพ็ญพรต……………………….จึงรู้รสธรรมมงคลชีวิต
แต่นี้ไปฆ่าตัวหรือฆ่าเขา…………………………..จะถือเอาเป็นเครื่องเซ่นไซร้อย่าคิด
อันความตายของฝูงชนพรหมลิขิต…………….ผู้ถือผิดย่อมถือบาปเบื้องโลกันตร์
..........ฯลฯ.....
.
......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่ง ค.ศ. 2011]


ในเรื่องพระจันทร์หรรษาที่ผมเขียนขึ้นนี้ ต้องการมุ่งสำหรับใจในการเป็นบทสนทนาในละครที่มีการแสดงภารตนาฏยัม พื้่นฐานอย่างง่าย ๆ จึงมีแต่บทบรรยายกับเจรจาเป็นส่วนมาก ไม่มีบทชมนก ชมไม้ ชมรถ ชมดง หรือบทร้องใดๆขั้น เพราะต้องการเอาจะใช้เพลงของภารตนาฏยัม มาขั้นแท่น ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นการเขียนแบบผิดครูรู้เปล่า จึงต้องขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้


......จบสิบสองค่ำคืนพระจันทร์หรรษา............กับดาวอารทะที่เรียกขาน
ปีสองพันสิบเอ็ดวาเลนไทน์กาล…………..เพราะสืบสารสร้างสื่อนาฏกรรม
ไว้ชื่นชมดูเล่นละครรัก...........................แลประจักษ์ลีลาเต้นที่เลิศล้ำ
ที่เรียกว่าภารตนาฏยัม............................อันอยู่ค้ำคู่ทวีปแดนชมพู
ใช่ต้องการวุ่นวายขายศาสนา...................ฤาพึ่งพาพนันเมืองเรื่องอดสู
สักแต่เขียนเคียงนิทานเคยอ่านดู...............ใช่อวดรู้เริงร้อยการกวี
หวังผู้อ่านเพลินเพื่อความสุข.....................ทิ้งความทุกข์ระทมไปประเสริฐศรี
แม้นความใดร้อยไว้เป็นราคี......................ทิดศักดิ์นี้น้อมขออภัยเอย

..........ฯลฯ.....
.
......[พระจันทร์หรรษา โดย เอ็ม รุทรกุล เริ่มแต่ง ปี ค.ศ. 2011]

ภาพยนตร์ "จันทรหสะ" ของรัฐกัรนาฏกะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น