วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562

จิตวิเคราะห์กับจิตวิทยาอปกติ




     จิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) เป็นชุดทฤษฎีและเทคนิคจิตวิทยาและจิตบำบัดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเดิมแพทย์ชาวออสเตรีย ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud 1856-1939) ทำให้แพร่หลายและบางส่วนกำเนิดจากงานด้านการรักษาของโยเซฟ บรอแยร์ (Josef Breuer) และอื่น ๆ นับแต่นั้น จิตวิเคราะห์ได้ขยายและมีการทบทวน ปฏิรูปและพัฒนาในทิศทางต่าง ๆ เดิมโดยผู้ร่วมงานและศิษย์ของฟรอยด์ เช่น อัลเฟรด อัดแลร์ (Alfred Adler 1870-1937) และคาร์ล กุสทัฟ ยุง (Carl Gustav Jung 1875-1961) ผู้พัฒนาความคิดของตนเองเป็นเอกเทศจากฟรอยด์ นักจิตวิทยาฟรอยด์ใหม่ (neo-Freudian) สมัยหลังมีเอริช ฟรอมม์ (Erich Fromm), คาเริน ฮอร์ไน (Karen Horney) , แฮร์รี สแทก (Harry Stack) ซัลลิแวน (Sullivan) และฌัค ลาคา (Jacques Lacan)



หลักพื้นฐานของจิตวิเคราะห์คือ
    1) นอกเหนือไปจากองค์ประกอบบุคลิกภาพที่รับทอดมาแล้ว พัฒนาการของบุคคลกำหนดโดยเหตุการณ์ในวัยเด็กตอนต้น
    2) เจตคติ จริตนิยม ประสบการณ์และความคิดของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากแรงขับไร้เหตุผลมาก
    3) แรงขับไร้เหตุผลคือจิตไร้สำนึก (unconscious mind)
    4) ความพยายามนำแรงขับเหล่านี้สู่ความตระหนักเผชิญการต่อต้านทางจิตในรูปกลไกป้องกันตน (Defence mechanism)
    5) ความขัดแย้งระหว่างจิตสำนึกและจิตไร้สำนึกหรือการกดเก็บ ปัจจัยสามารถเกิดในรูปการรบกวนทางจิตหรืออารมณ์ได้ ตัวอย่างเช่น โรคประสาท (neurosis) ลักษณะประสาท ความวิตกกังวล (Anxiety) ภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นต้น
    6) การปลดปล่อยจากผลแห่งปัจจัยไร้สำนึกบรรลุผ่านการนำปัจจัยเหล่านี้สู่จิตสำนึก (เช่น โดยผ่านการชี้นำอย่างมีทักษะ คือ การรักษา)


ฟรอยด์เชื่อว่าบุคลิกภาพของบุคคลมี 3 ประการ คือ

1) สัญชาตญาน(id)คือ ตนที่อยู่ในจิตไร้สำนึกเป็นพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มุ่งแสวงหา ความพึงพอใจ(pleasure seeking principles) และเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงเหตุ ความถูกต้อง และความเหมาะสม ประกอบด้วยความต้องการทางเพศและความก้าวร้าวเป็นโครงสร้างเบื้องต้นของจิตใจ และเป็นพลังผลักดันให้ ego ทำในสิ่งต่างๆตามที่ id ต้องการ

2) อัตตา(ego)คือพลังแห่งการใช้หลักของเหตุผลและผลตามความเป็นจริง(reality principle)เป็นส่วนของความคิดและสติปัญญา ตนปัจจุบันจะอยู่ในโครงสร้างของจิตใจทั้ง 3 ระดับ

3) อภิอัตตา(superego)คือส่วนที่ควบคุมการแสดงออกของบุคคลในด้านของคุณธรรม ความดี ความชั่ว ความถูกผิด มโนธรรม จริยธรรมที่สร้างโดยจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้นซึ่งเป็นผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ในสังคมและวัฒนธรรมนั้นๆ
    ในจิตวิเคราะห์ มีอย่างน้อย 22 ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางจิตของมนุษย์ แนวทางสู่การรักษาหลายแนวทางที่เรียก "จิตวิเคราะห์" ก็มีหลากหลายเช่นเดียวกับทฤษฎี คำนี้ยังหมายถึง วิธีการวิเคราะห์พัฒนาการของเด็กอย่างหนึ่งด้วย

และได้แบ่งช่วงพัฒนาบุคลิกภาพในวัยเด็กออกเป็น 6 ขั้นสำคัญคือ

1) ขั้นปาก(oral stage) มีอายุอยู่ในช่วงแรกเกิดถึง 18 เดือนหรือวัยทารก ความพึงพอใจของวัยนี้จะอยู่ทีบริเวณช่องปาก ทารกพึงพอใจกับการใช้ปากทำกิจกรรมต่างๆเพื่อให้เกิดความสุข เช่น การดูด กลืน กัด เคี้ยวแทะ กิน เช่น ส่วนใหญ่ทารกจะใช้ปากในการดูดนมแม่ นมขวด ดูดนิ้วมือหรือสิ่งของ ทารกจะพึงพอใจเมื่อความต้องการดังกล่าวได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม

2) ขั้นปาก(oral stage) มีอายุอยู่ในช่วงแรกเกิดถึง 18 เดือนหรือวัยทารก ความพึงพอใจของวัยนี้จะอยู่ทีบริเวณช่องปาก ทารกพึงพอใจกับการใช้ปากทำกิจกรรมต่างๆเพื่อให้เกิดความสุข เช่น การดูด กลืน กัด เคี้ยวแทะ กิน เช่น ส่วนใหญ่ทารกจะใช้ปากในการดูดนมแม่ นมขวด ดูดนิ้วมือหรือสิ่งของ ทารกจะพึงพอใจเมื่อความต้องการดังกล่าวได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม

3) ขั้นทวารหนัก(anal stage) มีอายุอยู่ในช่วง 18 เดือน ถึง 3 ปี วัยนี้จะได้รับความพึงพอใจจากการขับถ่าย การที่พ่อแม่เข้มงวดในการฝึกหัดให้เด็กใช้กระโถนและการควบคุมให้ขับถ่ายเป็นเวลาตามความต้องการของพ่อแม่ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเด็ก จะทำให้เกิดความขัดแย้งจนเป็น fixation ทำให้เกิดบุคลิกภาพที่เรียกว่า “Anal Personality”คือเป็นคนเจ้าระเบียบ เข้มงวด ไม่ยืดหยุ่น ตระหนี่ และมีอารมณ์เครียดตลอดเวลาเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ หรืออาจมีบุคลิกภาพตรงข้าม คือ อาจเป็นใจกว้างสุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นระเบียบ รกรุงรัง

4) ขั้นอวัยวะเพศ(phallic or oedipal stage)อายุอยู่ระหว่าง 3 ถึง 5 ปี ความพึงพอใจของเด็กวัยนี้อยู่ที่อวัยวะสืบพันธุ์ เด็กจะสนใจอวัยวะเพศของตนและแสดงออกด้วยการจับต้องลูบคลำอวัยวะเพศ สนใจความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและชาย เด็กผู้ชายจะมีปมเอ็ดดิปุส(oedipus complex)ซึ่งเกิดจากการที่เด็กผู้ชายวัยนี้จะติดแม่ ต้องการเป็นเจ้าของแม่ผู้เดียว ขณะเดียวกันก็ทราบว่าแม่และพ่อรักกัน จึงพยายามเก็บกดความรู้สึกที่อยากเป็นเจ้าของแม่เพียงผู้เดียว และพยายามทำตัวเลียนแบบพ่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า”Resolusion of Oedipal Complex”ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีปมอีเล็คตรา(electra complex)ซึ่งเกิดจากเด็กผู้หญิงมีความรักพ่อแต่รู้ว่าไม่สามารถแย่งพ่อจากแม่ได้จึง เลียนแบบแม่ คือ ถือแม่เป็นแบบฉบับพฤติกรรมของผู้หญิง ในขั้นนี้การยอมรับปรากฏการณ์ทางเพศของพ่อแม่ต่อเด็กวัยนี้เป็นเรื่องสำคัญ 

5) ขั้นแฝงหรือขั้นพัก(latency stage) มีอายุอยู่ในช่วง 7 ถึง 14 ปี ฟรอยด์กล่าวว่าเด็กวัยนี้จะมุ่งความสนใจไปที่พัฒนาการด้านสังคมและด้านสติปํญญา เป็นวัยที่พร้อมจะเรียนรู้การมีเหตูผล รู้ผิดชอบชั่วดี สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เรียนรู้ทีจะมีค่านิยม ทัศนคติ ต้องการเตรียมพร้อมที่ปรับตัวและเตรียมตัวเข้าสู้วัยผู้ใหญ่ต่อไป เด็กจะเก็บกดความต้องการทางเพศ จะเล่นหรือจับกลุ่มกับเพศเดียวกัน เริ่มมีเพื่อนสนิทกับเพศเดียวกัน สนใจบทบาททางเพศขอตน

6) ขั้นสนใจเพศตรงข้าม(genital stage) วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป เด็กเริ่มสนใจเพศตรงข้าม มีแรงจูงใจที่จะรักผู้อื่น มีความต้องการทางเพศ ความเห็นแก่ตัวลดลง ต้องการเป็นอิสระจากพ่อแม่ เป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่ ต้องการความสนใจ การยอมรับจากการเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่


    จิตวิทยาอปกติ Abnormal Psychology คือ จิตวิทยาที่ศึกษาพฤติกรรมอปกติ (Abnormal behavior) ของบุคคลซึ่งหมายถึงพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์ปกติ 4 เกณฑ์ ได้แก่ สถิติ การปรับตัวและภัยอันตรายที่เกิดขึ้น ความผิดปกติของบุคลิกภาพ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม กล่าวคือ

1. พฤติกรรมอปกติตามเกณฑ์สถิติ คือ พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากพฤติกรมที่เป็นปทัสถาน (Norm) ของบุคคลเป็นอย่างมาก เช่น เชาวน์ปัญญาต่ำหรือสูงมาก (ปัญญาอ่อนหรืออัจฉริยะ) เป็นต้น
2. พฤติกรรมอปกติตามเกณฑ์การปรับตัวและภัยอันตรายที่เกิดขึ้น คือพฤติกรรมที่ปรับตัวไม่ได้ ไม่สามารถพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ ได้เท่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับตนเองหรือผู้อื่น จำต้องได้รับความช่วยเหลือ ดูแลอยู่เสมอ
3. พฤติกรรมอปกติตามเกณฑ์ความผิดปกติของบุคลิกภาพ คือพฤติกรรมที่แสดงถึงความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น เจ็บป่วยเรื้อรัง วิตกกังวล หรือ กลัวอย่างรุนแรง เป็นต้น 
4. พฤติกรรมอปกติตามเกณฑ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม คือพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคม เช่น ไม่ใส่เสื้อผ้าเดินตามท้องถนน หรือยกเท้าวางบนโต๊ะทำงานขณะคุยกับผู้อื่น (คนไทย) เป็นต้น
กล่าวโดย สรุปพฤติกรรมอปกติ คือ ปรับตัวไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย เจ็บป่วยทางกายและจิตใจ ผิดแผลกไปจากขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคม ตลอดจนเบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรมที่เป็นปทัสถานของบุคคลโดยทั่วไป การพิจารณาว่าใครเป็นบุคคลอปกติหรือไม่ต้องพิจารณาครอบคลุมทั้ง 4 เกณฑ์ จะพิจารณาเพียงเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งหาได้ไม่ เช่น จะสรุปว่าบุคคลอัจฉริยะเป็นคนอปกติไม่ได้ จะต้องพิจารณาอีก 3 เกณฑ์ ประกอบด้วย หากเป็นไปตามเกณฑ์ทั้ง 4 จึงจะถือว่าเป็นคนอปกติ



สาเหตุของพฤติกรรมอปกติ
พฤติ กรรมอปกติอาจเกิดจากสาเหตุใหญ่ ๆ 3 สาเหตุ คือ สาเหตุทางชีววิทยาเกิดจากการทำหน้าที่ไม่ปกติของร่างกาย เช่น การทำงานของสมองหรืออวัยวะบางอย่างของร่ายกายไม่ปกติ อีกสาเหตุหนึ่งคือสาเหตุทางจิตวิทยา เกิดจากความรู้สึกนึกคิด หรือกระบวนการต่าง ๆ ทางจิต สาเหตุสุดท้ายคือสาเหตุทางสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม



บุคคลที่เป็นคนอปกติต้องได้รับ การดูแลช่วยเหลือและรักษา คนปกติก็ควรมีการป้องกันไม่ให้ตัวเองเป็นคนอปกติ ตลอดจนต้องได้รับการสนับสนุนให้เป็นคนปกติต่อไป



เพศทางเลือก (LGBT/ LGBTQ หรือ LGBTQA) คือ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งที่มีอัตลักษณ์ทางเพศหรือรสนิยมทางเพศที่แตกต่างไปจากคน ส่วนใหญ่ในสังคม สามารถจำแนกได้ดังนี้

Image result for labrys lesbian pride flag
Lesbian เลสเบี้ยน หรือว่าผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน

Rainbow flag purple up
Gay เกย์ คือผู้ชายที่ชอบผู้ชาย แต่บางคนก็กล่าวรวมว่าคือคนที่ชอบเพศเดียวกัน (homosexual)

Image result for pink purple blue flag

Bisexual คนที่ชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง (สังเกตว่า Bi หมายถึง 2 นั่นเอง อาจจะร่วมถึง Pansexual ซึ่งหมายถึงบุคคลมีความสัมพันธ์ทางเพศได้กับเพศทางเลือกทุก ๆ กลุ่ม)

Related image

Transgender คนข้ามเพศ คือผู้หญิงที่มีจิตใจเป็นผู้ชาย ผู้ชายที่มีจิตใจเป็นผู้หญิง เรียกสั้นๆ ว่าทรานส์ โดยพวกนี้มีมักมีการแต่งตัวเป็นเพศตรงข้ามให้เห็นอย่างชัดเจน Transvestism จนถึงขั้นไปผ่าตัดแปลงเพศบางส่วน She-man หรือทั้งหมดคือหญิงแปลงเพศเป็นชาย Transman (F2M/ Transsexual male)/หรือชายแปลงเพศเป็นหญิง Transwoman (M2F / Transsexual female)

Image result for flag pink white green


Queer เควียร์เป็นการเรียกกว้างๆ หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้มีเพศตามขนบสังคมทั่วไป ไม่จำกัดกรอบ


Image result for asecual flag

Asexual/Aromantic มนุษย์ผู้ไม่สนใจในเรื่องเพศ หรือมีความสนใจเรื่องเพศน้อยมาก

Image result for pansexual pride flag
Pansexual หมายถึงบุคคลมีความสัมพันธ์ทางเพศได้กับเพศทางเลือกทุก ๆ กลุ่ม



    1) homosexual  รักร่วมเพศ ทางทฤษฎีจิตวิเคราะห์เชื่อว่า ปกติเราจะใช้คำว่า homo กับ ช ที่รัก ช ด้วยกัน สำหรับ ญ เราใช้คำว่า lesbian หรือสั้นว่า l.b. บุคคลประเภทนี้มีหลายยลักษณะ เช่น รักเพศเดียวกัน แต่สามารถแต่งงานกับเพศตรงข้ามได้ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ รุก รับ และทั้งสองแบบ ส่วนมากที่พบจะเป็นพวกที่ 3 สาเหตุ มีอยู่หลายประการ อาจเป็นเพราะความผิดปกติทางฮอร์โมน สิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่น การบังเอิญเกิดไปมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันขึ้นมาแล้วติดใจ หรือ อยู่กับคนเพศเดียวกันมานาน เช่น ในคุก รร ประจำ เป็นต้น อีกสาเหตุที่สำคัญ คือการเลี้ยงดูของครอบครัว โดยทั่วไปมักพบว่า มารดาไม่มีความสุขในชีวิตสมรส หรือสนิทกับลูกชายเป็นพิเศษ พอเด็กโตขึ้นมา ก็เลยไม่อยากมีอะไรกับ ญ ซึ่งเป็นเพศเดียวกับมารดา (เช่นเดียวกับ l.b. ) เด็กชายบางคน อาจเกิดความรู้สึกกับมารดา ต่อมาเกิดความรู้สึกละอาย จึงหลีกเลี่ยงการมี xxx กับ ญ ทุกคน เพราะคิดว่าการไปมีอะไรกับ ญ อื่น เป็นการนอกใจมารดา
     อีกประการคือ เด็กชายที่เกลียดเพศของตนเอง อยากเกิดเป็นเพศตรงข้าม คือ พ่ออาจรักแต่ลูกสาว ไม่สนใจตัวเอง หรือ พ่อเป็นคนเข้มงวด เจ้าระเบียบเกินไป ทำให้ลูกเกลียดพ่อ และเกลียดเพศตัวเองไปด้วย สิ่งที่ทำให้คนกลายเป็นพวกรักร่วมเพศได้มากที่สุด คือการเลี้ยงดูของครอบครัว ช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็ก เรียกว่า ระยะโอดิปัส (oedipus period) คือ เด็กจะรักพ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศตรงข้ามกับตน เลยทำให้เกิดความรู้สึกแข่งขัน แต่ความรู้สึกนี้จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ กลัวว่า พ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศเดียวกันกับตน จะลงโทษ หากเด็กไม่สามารถทำความเข้าใจได้ โตมาก็จะกลายเป็นพวกรักร่วมเพศ นอนจากนี้ ยังรวมไปถึง ค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ ความเข้าใจผิดต่างๆ ทำให้คนกลัวที่จะมีอะไรกับฝ่ายตรงข้าม จึงหันมาสนใจพวกเพศเดียวกัน


2) Transvestism พวกแต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้าม
ความ สุขของคนพวกนี้คือได้แต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้าม สาเหตุมักมาจากการเลี้ยงดูสมัยเด็ก กรณีพ่อแม่อยากได้ลูกชาย แต่ลูกเกิดมาเป็นผู้หญิง เลยให้แต่งตัวเป็นเด็กชาย หรือ แต่งตัวลูกชายด้วยเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิง เป็นต้น บุคคลประเภทนี้สามารถแต่งงานและมีความสุขได้หากมีคู่สมรสที่เข้าใจ


    3) Transsexual แปลงเพศ
คือพวกที่คิดว่าเพศของตนนั้นผิดมาแต่กำเนิด จึงมีการแปลงเพศ ตามวิธีทางการแพทย์ต่างๆ เช่นชายบางคนคิดว่า ตนนั้นควรเป็นหญิงก็ไปแปลงเพศ หลังจากแปลงเพศแล้วก็คิดว่าตนไม่เป็นหญิงจริงก็แปลงกับมาเป็นชายอีก สุดท้ายก็คิดว่าตนนั้นเป็นหญิงรักหญิงจึงกลับไปแปลงเพศเป็นหญิงอีกและหาคู่เป็นหญิง ก็มี


    หมายเหตุ : ในอดีตเพศทางเลือกจัดว่าเป็นกามวิตถารอย่างหนึ่งแต่ปัจจุบันด้วยการต่อสู้ของกลุ่มเพศทางเลือก นักจิตวิทยาชาวอเมริกาและในบางประเทศที่ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชาติและให้เสรีภาพกับประชาชนมากให้ถือว่าเป็นรสนิยมทางเพศ




กามวิตถาร ( กามวิปริต / เบียงเบนทางเพศ ก็ว่า Sexual Pervert /Abnormal sex /Paraphilia /Sexual perversion/ Sexual deviation) การประกอบกิจที่ผิดปรกติวิสัยในระหว่างการร่วมเพศ


1) Sadomasochism
เป็นความผิดปกติทางเพศชนิดหนึ่งที่บุคคลได้รับความสุขในทางเพศด้วยการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด หรือทำให้ตัวเองได้รับความเจ็บปวด แบ่งเป็น 


ก)Sadism
เป็นพวกที่มีความสุขในการได้ทำร้ายคู่ของตัวเองให้เจ็บปวด ทั้งทางกายและจิตใจเสียก่อนที่จะ xxx สาเหตุที่ชอบความรุนแรงอาจมาจาก ถูกอบรมมาว่าเรื่อง xxx เป็น สิ่งน่ารังเกียจ สกปรก เป็นบาป ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องหาทางปลดปล่อยความโกรธแค้น ที่ตนจะต้องมาทำบาป หรือทำสิ่งน่ารักเกียจ ด้วยการลงโทษคู่นอนแทนที่จะลงโทษตัวเอง บางคนอาจเป็นเพราะว่าตัวเองมีความเกลียดชัง พ่อ แม่ ตั้งแต่เด็กๆ และมีบางคนที่ชอบความรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุอีกด้วย   


ข)Masochism
ที่เรียกกันว่ามาโซฯ นั่นแหล่ะ เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับข้อ 1 คือ ต้องการได้รับการทรมาน หรือโดนทารุณ ก่อนที่จะ xxx นัก จิตวิทยาบางคนบอกว่าการที่คนเหล่านี้ ยอมถูกทารุณกรรมจากคู่นอน อาจมิใช่เพราะต้องการ แต่ที่ยอมก็เพราะต้องการเอาใจฝ่ายตรงข้าม เกรงว่าตนจะถูกทอดทิ้ง ทั้งสองประเภทแรก แม้ฟังดูแล้วอาจเหมือนเป็นสิ่งทารุณโหดร้าย แต่พวกมาโซฯ และซาดิส ปกติจะไม่จงใจทำร้ายผู้อื่น หรือ ได้รับการทารุณจนเกิดอันตรายต่อตัวเอง มีส่วนน้อยที่จงใจทำร้ายผู้อื่นซึ่งเป็นสาเหตุมาจากอาการทางจิตอปกติอื่นๆประกอบด้วย


2) Exhibitionism พวกชอบโชว์ของลับ
พวก นี้จะมีความสุขที่ได้โชว์อาวุธลับของตนแก่อีกฝ่าย ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย คนที่ชอบทำเช่นนี้ สาเหตุอาจมาจากอาจถูกกดดัน หรือเข้มงวดจากทางบ้านให้อยู่ในระเบียบวินัยมากเกินไป คนพวกนี้ถ้าได้แต่งงานก็จะไม่มีความสุข เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับคู่นอนได้ นอกจากนั้น อาจจะไม่สนใจที่จะร่วมหลับนอนกับคู่ของตัวเองด้วย แต่คนพวกนี้ไม่ค่อยเป็นอันตรายต่อใคร เพราะชอบที่จะอวดอวัยวะของตนเท่านั้น ไม่สนใจทำอย่างอื่น



3) Voyeurism ชอบถ้ำมอง
คนพวกนี้มีพฤติกรรมผิดปกติ ชอบแอบดูเวลาผู้อื่นทำ xxx แม้ แต่ชอบแอบดูคนแก้ผ้า อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะทำแล้วจะมีความสุข ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย สาเหตุอาจมาจากเมื่อสมัยเด็กเคยแอบเห็นพ่อกับแม่มีอะไรกัน หรือเห็นพี่สาวพี่ชายเปลือยกายอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า บุคคลกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายกับพวกชอบโชว์ แต่ตรงข้ามกันคือ ชอบแอบดูคนอื่น


4) Incest พระยาเทครัวการมี XXX กับบุคคลในเครือญาติ สมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นสายเลือดของตน เช่น พ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย อากับหลาน หรือระหว่างพี่กับน้องเป็นต้น


5) Pedophilia ชอบเด็ก
คนประเภทนี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีความผิดปกติทางจิตใจ ไม่ I.Q. ก็คนที่ติดสุรา นอกจากชอบมีอะไรกับเด็กแล้ว อาจล่อลวงให้เด็กไปเป็นโสเภณีอีกด้วย พวกนี้มักมีความเชื่อในเรื่องของพรมจรรย์ ชอบดูถูกเพศ ญ อยากมีอะไรกับ ญ บริสุทธิ์เท่านั้น ซึ่งเป็นเด็กวัย 11-12 บางคนอาจมีความเชื่อว่าการมีอะไรกับเด็ก หรือสาวบริสุทธิ์ จะทำให้อายุยืน สำหรับเด็กที่เป็นเหยื่อไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ มักเป็นเด็กที่มีปัญหาทางบ้าน เช่น พ่อแม่เลิกกัน หรือเป็นเด็กที่มีปัญหาทางจิต พวกขี้กลัว ตกใจง่าย ต้องการผู้ให้ความคุ้มครอง ความอบอุ่น ฯลฯ


6) Gerontophilia ชอบคนแก่ชรา
หมายถึงการที่มี xxx กับคนอายุมากกว่ามากๆจนผิดปกติ อาจจะเกิดจากปมจิตใต้สำนึกที่ยึดติดบิดาและมารดามากเกินไป


7) Bestiality หรือ Zoophilia คือพวกชอบ xxx กับสัตว์คน ประเภทนี้เป็นพวกขี้กลัว กลัวว่าตนจะมีเพศสัมพันธ์ที่ล้มเหลว หรืออาจเป็นสภาพทางจิต ที่เกลียดเพศตรงข้าม และกำหนดให้สัตว์เป็นเหมือนอีกฝ่ายในการร่วมเพศ พฤติกรรมนี้เกิดได้ทั้ง ช และญ


8) Necrophilia พวกชอบ xxx กับศพ
พวก นี้มักเป็นคนมีจิตใจอ่อนแอ แต่ต้องการแสดงออกมาในทางตรงกันข้ามว่าตนเองเป็นคนมีอำนาจ บุคคลประเภทนี้อันตรายมาก เพราะอาจต้องสังหารคู่นอนเสียก่อนแล้วจึงมีอะไรด้วยภายหลัง



9) fetishism ชอบสะสม
คน พวกนี้ชอบสะสมสิ่งของเครื่องใช้ของเพศตรงข้าม เช่นเสื้อผ้า ชุดชั้นใน รองเท้า ฯลฯ สาเหตุอาจมาจากไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายตรงข้ามได้ เลยหันมาสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งของแทน



10) coprophilia ชอบปัสสาวะและอุจจาระ
พวกนี้ถึงกับดื่มกินเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งปฏิกูลเหล่านั้นจะต้องติดอยู่ตามร่างกายของคู่นอนเท่านั้นจึงจะทำได้


11) Nymphomania เรียกหญิงที่มีความต้องการทางเพศมากกว่าปกติ และSatyriasis เรียกชายที่มีความต้องการทางเพศมากกว่าปกติ
สำหรับ ญ โดยเฉพาะ คือ เมื่อเวลามีความต้องการจะต้องหาวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งการตอบสนอง บางครั้งสามารถมีอะไรกับ ช ได้หลายคน หลายครั้งติดต่อกัน สาเหตุอาจมาจากต้องการชดเชยความต้องการทางเพศของตน ซึ่งได้รับไม่เพียงพอเมื่อตอนที่เป็นวัยรุ่น หรือต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิต หรือสำหรับ ช อาจกลัวว่าตนจะเป็นพวกกามตายด้าน รวมทั้งสมัยเด็กมีความเกลียดชังบิดา เลยต้องการแก้แค้นเพศตรงข้าม เป็นพฤติกรรมของคนที่มีสภาวะไม่ได้รับความรักที่สมบูรณ์ หรือมีความผิดปกติทางร่างกาย


12) มีเพศสัมพันธ์หลายๆคน
ก) Swinger การแลกเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ
ข) Troilism มี xxx ด้วยกันพร้อมกันสามคน
ค) Group Sex หรือ Gang-Bang (slang) มี xxx ด้วยกันพร้อมกันมากว่าสามคนขึ้นไป
ง) Gang rape มี xxx ด้วยกันพร้อมกันมากว่าสามคนขึ้นไป ด้วยการข่มขืนซึ่งถือว่าผิดกฎหมายและหลักมนุษยธรรมด้วย


วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ท้าวอิลราช ที่จริงเป็นหญิงถูกเลี้ยงให้คิดว่าตนเป็นชายการแก้ต่างในคัมภีร์ภาควตปุราณะ



   📚 ในภาควตปุราณะของอินเดียเล่าว่า พวกสุริยวงศ์กับจันทร์วงศ์เป็นญาติกันโดยนางอิลา คือลูกสาวคนแรกของท้าวสัตยพรต (ไววัสวตะ มนู) ที่ได้จากยัญพิธีที่ที่มีฤาษีวสิษฐ์จัดให้โดยนางศรัทธามาถึงพิธีก่อนขอเป็นลูกสาวจึงได้นางอิลา แต่เมื่อพระสัตยพรตมาถึงไม่อยากได้ลูกสาวเลยขอให้พระเจ้าเปลี่ยนเพศลูกให้เป็นผู้ชายจึงได้ชื่อว่า "สุทยุมนะ" (ฤาจะเลี้ยงลูกสาวให้เป็นชาย???) หรือท้าวอิลราช 

   🌛 ต่อมาวันหนึ่งท้าวเธอได้หลงไปในป่าสุกุมารวนา ใกล้เขาพระสุเมรุ ที่นั่นพระศิวะกำลังเล่นสนุกกับพระอุมา โดยแปลงร่างเป็นสตรีทำให้สรรพสิ่งทุกอย่างในป่าที่เป็นเพศชายต้องมนต์ให้กลายเป็นเพศเมียด้วยรวมทั้งเจ้าชายสุทยุมนะ ที่กลับคืนร่างเป็นนางอิลาก็ตกใจ (ถูกเลี้ยงมาในฐานะของเจ้าชายมาตลอด) จึงไปขออภัยโทษแต่พระศิวะไม่โปรด ส่วนพระแม่อุมา จึงผ่อนโทษ (หรือเพิ่มโทษกันแน่) สาปซ้ำให้กลายเป็นหญิงครึ่งเดือนอีกครึ่งเดือนให้กลายเป็นชายและช่วงที่เป็นชายหรือหญิงก็จะจำเรื่องของอีกฝ่ายไม่ได้ (โรคหลายบุคลิกภาพ ???) ฯลฯ ตามเรื่องอิลราชคำฉันท์ ต่อมาพระสัตยพรต ไม่พอใจกับลูกชายครึ่งหญิงครึ่งคนนี้ (หรือจะเป็นลูกสาวเลี้ยงให้เป็นชาย แต่สุดท้ายก็โดนพระพุธ มาสอยไปทำเมียจนได้จนเกิดสายจันทรวงศ์ ถ้ามองตามจริงนะ) 

   🌞 สัตยพรตจึงต้องบำเพ็ญตนอีกร้อยปี (อายุยืนแท้สมัยก่อนไม่มีมลพิษ) ขอลูกชายจากพระนารายณ์จึงได้ลูกชายแท้อีกสิบคนคนโตคือท้าวอิกษวากุ ต้นสายสุริยวงศ์ตระกูลแรก "ราชวงศ์อิกษวากุ" (นับว่าเป็นน้องชายนางอิลา ธิดาสุริยวงศ์ที่กลายเป็นแม่พวกจันทรวงศ์เพราะแต่งงานกับพระพุธลูกพระจันทร์)







วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ปมจิตใต้สำนึก Complexes

     😈ปมจิตใต้สำนึก Complexes คืออารมณ์ ความรู้สึก ความทรางจำ และความปรารถนาในเวลาที่บุคคลต่าง ๆ อยู่ในภาวะจิตใต้สำนึกที่ไม่รู้สึกตน ซึ่งมักจะถูกอ้างถึงโดยนักจิตวิเคราะห์เช่น ซิกมันด์ ฟรอยด์ และคาร์ล จุง โดยปมต่าง ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีมักมาจากชื่อตัวละครในตำนานกรีกและวรรณคดีคลาสสิก เช่น



1. ปมปิตุฆาต หรืออีดิปุส (Oedipus complex) คือปมเกลียดพ่อของบุรุษ มองว่าบิดาของตนคือคู่แข่ง และมีความรักเทิดทูนแม่ของตนเอง

2. ปมมาตุฆาต หรืออีเล็คต้า (Electra complex) คือปมเกลียดแม่ของสตรี มองว่าแม่ของตนคือคู่แข่ง และมีความรักเทิดทูนพ่อของตนเอง

3. ปมดอนฆวน (Don Juan complex) ดอนฆวน/ดอนฮวน (Don Juan ในสำเนียงสเปนไม่ออกเสียงตัว J สัทอักษร doŋˈxwan) หรือ ดอนโจวันนี (Don Giovanni ในภาษาอิตาลี) คือตัวละครในวรรณคดียุคคริสตวรรษที่ 18 ซึ่งปมดอนฆวนคือปมนิสัยของชายเสเพลที่มักมากในกามารมณ์ มีความต้องการทางเพศกับสตรีทุกวัย ทุก ๆ ที่ แม้ว่าจะเป็นสิ่งผิดศิลธรรม และการพนันต่าง ๆ จนสุดท้ายกลายเป็นฆาตกร และก็ตายลงก่อนวัยอันสมควรด้วยกรรมของเขาเอง ซึ่งละครเรื่องนี้บางสำนวนว่าเมื่อเขาตายไปพระเจ้าจะให้อภัยบาปของเขาและช่วยให้เขาไปสวรรค์ แต่เขาปฎิเสธและเลือกที่จะไปนรกด้วยตัวของเขาเอง

4. ปมแม่พระมาดอนน่า กับหญิงโสเภณี (Madonna–whore complex) คือปมนิสัยของชายที่สร้างภาพลักษณ์ของสตรีสองแบบในใจของตนเอง คือภาพลักษณ์ของสตรีตนแบบที่เป็นแบบฉบับที่ดีอย่างพระแม่มารีย์ กับภาพลักษณ์ของสตรีที่ต้อยต่ำเช่นหญิงโสเภณี โดยชายที่มีปมนี้มักจะมีเพศสัมพันธ์ได้กับสตรีที่ด้อยกว่าที่ถูกเหยียดในจิตใต้สำนึกว่าเป็นหญิงต้อยต่ำหรือโสเภณี และแอบเทิดทูนสตรีต้นแบบที่เป็นบุคคลที่มีอยู่จริงหรือเป็นเพียงบุคคลในอุดมคติที่เขาเอื้อมไปไม่ถึง ทำให้เขาไม่สามารถมีความรักที่ยั่งยืนกับใครได้ยั่งยืนหรือยาวนาน โดยถือว่าปมนี้พัฒนาขึ้นมาจากปมอีดิปุส  ที่บุตรชายผิดหวังในผู้เป็นแม่ หรือยึดติดกับแม่มากเกินไป

5. ปมโจคาสตา (Jocasta complex) คือปมพิศวาสลูกชายตนเองของแม่บังเกิดเกล้า เช่นนางโจคาสตาแต่งงานกับอีดิปุส (ลูกชายของตนเอง)

6. ปมเพียดรา (Phaedra complex) คือปมพิศวาสลูกเลี้ยงของแม่บุญธรรม เช่นเดียวกับเพียดราชายาของกษัตริย์เทเซอุส Theseus หลงรักลูกของเทซิอุสคือ ฮิปโปลีตุส Hippolytus (ลูกชายของนางฮิปโปลีต้า Hippolyta)

7. ปมเพียตอน (Phaeton complex) คือปมอยากดีอยากเด่นในบุรุษหรือสตรี มีทะเยียนทะยานในอำนาจ เนื่องจากขาดความรัก ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ หรือสูญเสียบิดาหรือมารดาในวัยเด็ก เหมือนเพียตอนลูกของสุริยะเทพบุตรกรีก เฮริออส Helios ขอยืมรถม้าพระอาทิตย์มาขับเพื่ออวดให้เพื่อนรู้ว่าตนเป็นลูกพระอาทิตย์จริง ๆ แต่ควบคุมรถไม่ได้จนรถม้าตกลงไปในโลกมนุษย์จนเกิดทะเลทรายซาฮาร่าซึ่งเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากบุตร (ชาย-หญิง) มีพ่อที่ดีเลิศเกินไปและพยายามจะได้รับการยอมรับจากผู้เป็นพ่อ

8. ปมไลอัส (Laius complex) คือปมกลัวทายาทของตนเองทั้งในบุรุษและสตรี เช่นกษัตริย์ไลอัส พ่อของอีดิปุสหวาดกลัวว่าลูกชายจะฆ่าตนเอง เห็นลูกหลานเป็นศัตรู กลัวว่าอำนาจของตนจะถูกช่วงชิงจากลูก ผู้ที่มีปมนี้มากอาจจะเกลียดชังหรือฆ่าลูกตนเองได้ (ปมนี้ตรงกันข้ามกับปมรีอา Rhea complex ซึ่งเป็นแม่ของเทพซุส Zeus ที่ปกป้องลูกจากการถูกฆ่าจากโครนอส Cronus ผู้เป็นพ่อ เช่นเดียวกับแม่ของทรพีในวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์) ส่วนกรณีที่แม่ฆ่าลูกของตนเองเรียกว่า ปมเมเดีย (Medea complex) เช่นเดียวกับนางเมเดียฆ่าลูก ๆ ของนางกับเจสันวีรบุรุษกรีกแล้วหนีไปแต่งงานใหม่ เพราะโกรธที่เจสันนอกใจนาง อย่างไรก็ตามการฆ่าลูกขอบตนเองของผู้เป็นแม่อาจจะไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังพ่อของเด็กแต่อาจจะเกิดจากการพยายามปกป้องลูก คือไม่อยากจะให้ใครทำร้ายลูกของตนเองมีอยู่ในสัญชาตญาณของสัตว์เช่นแม่หนูที่ฆ่าลูกของตนเองเพราะความเครียด

9. ปมอะโดนีส (Adonis complex) คือปมอยากหล่อของบุรุษ ให้เหมือนอะโดนีสบุรุษที่หล่อที่สุดในตำนานกรีกจนวีนัสเทพีแห่งความงามหลงรัก เนื่องจากความไม่พอใจในรูปร่างของตนเองที่ไม่ได้เป็นไปตามสมัยนิยม ทำให้อาจจะอยากสร้างกล้ามเนื้อที่มากเกินไปของโรคจิตไบกอร์เร็กเซ็ย Bigorexia หรือ มุสเคิล ไดสโมรเฟีย Muscle Dysmorphia เพราะที่คิดว่าตนเองตัวเล็กเกินไปหรือมีรูปร่างที่ไม่กำยำล่ำสัน ดูแข็งแรง หรือมีกล้ามเนื้อมากเพียงพอ ซึ่งเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของโรคจิตที่เกิดจากความไม่พึงพอใจในรูปร่างของตนเอง โดยมักจะเกิดในผู้ชายวัยรุ่นหรือวัยกลางคน (ของไทยน่าจะเป็นความปรารถนาที่จะเพิ่มขนาดองคชาติของตนเองที่ไปฉีดสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ จนของตนเองเน่าตามข่าวในอดีต ส่วนความปรารถนาที่จะสวยงามในสตรี คือปมอโพรไดท์/วีนัส aphrodite/Venus complex อย่างนิทานไทยเรื่องนางแก้วหน้าม้า โดยปมอโพรไดท์อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคโบลิเมีย (Bulimia) ของสตรีผู้อดอาหารจนมากเกินไป  เพราะค่านิยมว่าสตรีงามต้องผอม)


10. ปมนะโปเลียน (Napoleon complex) คือปมด้อยของบุรุษร่างเตี้ย ไม่หล่อหรืออัปลักษณ์ ที่มีความทะยานอยากทางสังคม วัตถุ สิ่งของ คู่ครอง หน้าที่การงานต่าง ๆ มาชดเชยปมด้อยของตนเอง (ไม่ใช่การปรับปรุงรูปร่างของตนเองอย่างปมอะโดนีส)

11. ปมโลลิตา (Lolita complex) คือปมเฒ่าหัวงูที่มีความพิศวาสหลงไหลในเด็กผู้หญิงอายุน้อยมากกว่ามาก มาจากหนังสือชื่อ โลลิตา ของ วลาดิมีร์ นาโบคอฟ มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายที่อายุสูงกว่ามาก มีความรู้สึกเสน่หากับเด็กผู้หญิงอายุเพียง 12 ปี

12. ปมเมดูซ่า (Medusa complex) คืออาการปิดกันอารมณ์และความรู้สึกเหมือนถูกทำให้กลายเป็นหิน ไม่รับรู้สิ่งใด ด้วยภาวะตึงเคลียดจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า หรือถูกรบเร้าจากผู้ปกครอง เป็นอาการปกป้องตนเองแบบหนึ่งที่เหมือนกับถูกปีศาจในตำนานกรีกเมดูซ่าทำให้กลายเป็นหินชั่วขณะ อาจจะเกิดจากการหวาดกลัวพ่อแม่ที่เข้มงวดมาก ๆ ในวัยเด็ก (แค่มองก็กลัวแล้ว)

13. ปมโอฟีเลีย (Ophelia complex) คืออาการละทิ้งตนเองเหมือนกับการปล่อยให้ตัวเองจมลงไปน้ำเหมือนตัวละครโอเพียเลียของเชคสเปียร์ อาจจะเกิดจากการผิดหวัง และเสียใจอย่างรุ่นแรงในวัยเด็ก

14. ปมเมซซีอาห์ A messiah complex (Christ complex or savior complex) คือเป็นสภาวะของจิตใจที่บุคคลสำคัญตัวผิดมีความเชื่อว่าพวกเขาถูกกำหนดให้เป็นผู้ช่วยให้รอด พบในผู้ที่อ้างตนเป็นศาสดาของลัทธิใหม่ต่าง ๆ ในไทยเทียบได้กับพวกมีองค์และอาชีพทรงเจ้าเข้าผีทั้งหลาย

15. ปมมาร์เตอร์/ทรมานตน (Martyr complex) คือปมเปลี่ยนตนเองจากเหยื่อเป็นผู้เสียสละ เป็นอาการปกป้องตนเอง หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ (จากคนผิดเป็นผู้เสียสละ) ผู้มีอาการแบบนี้หนักมากอาจจะกลายเป็นเหยื่อ บ้างครั้งจึงจัดเป็นปมของเหยื่อ victim complex


16. ปมซินเดอร์เรลล่า (Cinderella complex) คือปมที่ปรารถนาจะได้รับการดูแลจากผู้อื่น ปมนี้จะยิ่งมีมากอย่างเด่นชัดในวัยชรา

17. ปมโยนาห์ (Jonah complex) คือปมกลัวเป็นบุคคลที่โดดเด่น หรือประสบความสำเร็จ หรือการใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเอง อาจจะเป็นการตระหนักถึงศักยภาพของตนเองตามความเป็นจริง แต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะขัดขวางการประสบความสำเร็จในชีวิตของตนเอง

18. ปมข้าคือพระเจ้า (God complex) คือปมที่คิดว่าตนเองคือศูนย์กลางของทุกอย่าง และไม่ยอมรับความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของตนเอง

19. ปมซุปเปอร์แมน (Superman complex) คือปมที่ไม่ยอมรับในความไม่สมบูรณ์พร้อมและศักยภาพของผู้อื่น อาจจะมีแนวคิดแบบซาดิสต์ ยืนมองผู้อื่นถูกลงโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก ในขณะที่ตนเองอยู่ในที่ปลอดภัย

20. ปมวีรบุรุษ (Hero complex) คือการแสวงหาการยอมรับจากสังคมในฐานะของผู้กล้าหาญ ถ้ามีมากไปอาจจะทำอะไรที่เสียงภัยเกินไปได้

21. ปมบิดา (Father complex) คือต้นแบบความเป็นพ่อในจิตใต้สำนึกที่จะส่งผลทั้งด้านบวก "ชื่นชอบ" และด้านลบ "ไม่ไว้ใจ ขาดความมั่นคง" ให้กับพฤติกรรมของลูก ๆ ในอนาคต ส่วนการยึดติดในมารดาเรียกว่า ปมมารดา (Mother complex)


22. ปมแห่งการด้อยกว่า/ปมด้อย (inferiority complex) คือภาวะการขาดการนับถือตนเอง หรือเซลฟ์ เอสตีม ต่ำ low self  esteem ทำให้กลายเป็นขาดความมั่นใจในตนเอง ริษยาผู้อื่น หรือทำให้กลายเป็นเหยื่อรับความรุ่นแรงของพวกชอบใช้ความรุนแรง ให้ผู้อื่นทำร้ายถึงตาย หรือกรณีที่กลับด้านกลายเป็นว่าความเกลียดชังตนเองผลักดันให้กลายเป็นผู้ใช้ความรุ่นแรง เพื่อลงโทษ หรือทำร้ายเหยื่อผู้เป็นเสมือนการระบายความเกลียดที่มีต่อตนเองกับผู้อื่น ศพ หรือสัตว์เลี้ยงแทน เพราะไม่กล้าทำร้ายตนเอง ปมแบบนี้พบได้ทั้งในคนทั่วไปและฆาตกรต่อเนื่อง

💀💀💀💀💀💀






วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562

การแต่งงานในวรรณคดีบาลีสันสกฤต




อภิเษก คือการรดน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือถวายน้ำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือกษัตริย์
สยุมพร คือการเลือกคู่ในวรรณคดีของกษัตริย์สตรีโบราณ
วิวาหมงคล คือการแต่งงาน
เลือกแล้วก็ต้องไปรอฤกษ์แต่งงาน

❤❤❤❤

การแต่งงานในวรรณคดีบาลีสันสกฤตตามความเชื่อในศาสนาฮินดู สามารถแบ่งได้ 8 ประเภท คือ

1. พรหม วิวาหะ เป็นการแต่งงานที่ชาวฮินดูยกย่องว่าประเสริฐที่สุด โดยบิดาได้ยกลูกสาวของตนให้แก่ชายผู้มีความประพฤติและการศึกษาดี มีความเสมอกันทั้งชาติ วัย วรรณะ ตระกูล และสมบัติเหมาะสมกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายชายเองก็ยอมรับหญิงเป็นภรรยาอย่างเต็มใจโดยไม่เรียกสินสอดใดๆทั้งสิ้น เช่น การแต่งงานของสีดากับพระราม พระลักษณ์กับนางอุรมิลา เจ้าชายสิทธัตถะกับเจ้าหญิงยโสธรา (พิมพา ก็ว่า)


2. ไทวะ วิวาหะ ปัจจุบันว่าคือการแต่งงานที่บิดาของฝ่ายหญิงได้แต่งตัวบุตรสาวที่ยากจนให้สวยงาม แล้วพาไปในสถานที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อให้เจ้าบ่าวเลือก  ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าภาพที่ร่ำรวยไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี พระราชา หรือพราหมณ์มหาศาลผู้ออกค่าใช้จ่ายในการแต่งงานให้เป็นการกุศล

แต่ว่าสมัยโบราณเป็นการมอบลูกสาวที่กลัวว่าจะเป็นโสดไม่มีคนขอ จึงยัดเยียดให้พราหมณ์ที่แกล้งจ้างมาให้ประกอบพิธีที่ไม่มีเงินจ่าย หรือเชื่อว่าจะได้บุญมาก (เหมือนการที่มีพราหมณ์สามีภรรยาจะพยายามยกธิดาคือนางมาคัณฑิยา (มาคันทิยา ก็ว่า) ให้พุทธเจ้าแต่ทรงปฏิเสธ


3. อารษะ วิวาหะ คือการแต่งงานโดยที่ฝ่ายชายมอบโคมีลูกอ่อนหรือกระบือมีลูกอ่อนหรือทั้งสองอย่างแก่บิดาฝ่ายเจ้าสาว ในวรรณคดีสันสกฤตผู้ที่แต่งงานด้วยวิธีนี้ได้แก่ท้าวทศรถกับนางไกยเกษี (พ่อและแม่เล็กพระราม รามายณะเรียกว่า ไกเกยี) และท้าวปาณฑุ กับนางมาทรี (พ่อของพวกปาณฑพทั้ง 5 {ผัวนางกฤษณา} กับแม่เล็ก หรือชายารอง)


4. ประชาปัตยะ วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายกับบิดาของฝ่ายหญิงตกลงกันอย่างมีเงื่อนไข ในวัยที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวยังเด็กทั้งสองต้องอยู่ในความดูแลของบิดาแต่ละฝ่ายก่อนจนกว่าจะมีวัยที่สมควรจึงได้มาใช้ชีวิตคู่กันซึ่งเป็นเวลายาวนานหลายปี อาจจะแต่งงานเพราะพ่อแม่ชอบพอรักเป็นเพื่อนกัน โดยมากมักเป็นวรรณะพราหมณ์ที่นิยมการแต่งงานวิธีนี้ ปัจจุบันถือว่าผิดกฏหมายอินเดีย การแต่งงานแบบนี้ในวรรณคดี เช่น นิทานเขยเป็นงูในนิทานปัญจตันตระของอินเดีย




5. อสูร วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายไม่มีความเหมาะสมกับเจ้าสาว ไม่ว่าจะเป็น วัย ชาติ วรรณะ ตระกูล  ฯลฯ จึงให้ม้า วัว หรือทรัพย์สินเงินทองแก่ฝ่ายหญิง แล้วได้แต่งงานกับหญิงนั้น เช่นการแต่งงานของนางอมิตดากับชูชก (ที่ยกหนี้ในพ่อแม่เมีย และได้แต่งกับนางแม่ว่าจะมีวัยไม่สมกัน)


6. คนธรรพ วิวาหะ คือการแต่งงานโดยที่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตกลงปลงใจจะอยู่ด้วยกัน โดยบิดามารดาทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับรู้ ถือว่าเป็นประเพณีนิยมของกษัตริย์อินเดียโบราณ เช่น ทุษยันต์ กับศกุนตลา นางอัปสรกับฤาษี เทวดาทั้งหลายกับสตรีงามต่าง ๆ ในวรรณคดีบาลีและสันสกฤต


7. รากษส วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายใช้กำลังบังคับให้หญิงมาเป็นคู่ครอง มักจะเกิดการทำร้ายญาติฝ่ายหญิงก่อนที่จะชิงตัวหญิงมาได้ แต่ผลสุดท้ายเมื่อแต่งงานไปแล้วผลออกมาเป็นดียอมรับได้ทั้งสองฝ่าย เช่น กฤษณะกับนางรุกขมิณี อรชุนกับนางสุภัทระ และกษัตริย์บางท่านในวงศ์ศากยะและโกลิยะ (พุทธกาล)


8. ปีศาจ วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายหญิงไม่มีสติ เมา ถูกมอมยา  ล่อลวง เป็นการแต่งงานที่ชาวฮินดูถือว่าผิดหลักพระมนูธรรมศาสตร์ การแต่งงานแบบนี้เช่นนางวฤนทาถูกนารายณ์หลอกปลอมเป็นสามี จนนางต้องกระโดดเข้ากองไฟเกิดใหม่เป็นเจ้าแม่ตุลสี (ต้นกะเพรา) พาณาสุระ อสูรปลอมเป็นพระอินทร์เข้าหานางสุจิตรา พระอนิรุทธ์ลักหลับนางอุษา (ตอนนางต้องมนต์พระไทร)
พระอนิรุทธ์กับนางอุษา
ปีศาจอินคูบัสกับเหยื่อสาวพรหมจรรย์ (Incubus Demon)

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

อนิรุทธคำฉันท์ถึงสมุทรโฆษชาดกใครอุ้มสม?

อนิรุทธคำฉันท์ (พระไทรอุ้มสม) แต่เดิมคือส่วนหนึ่งของเรื่องมหาภารตะ ซึ่งเรื่องมหาภารตะเป็นเรื่องทีพี่น้องรบกันถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล แต่เดิมจึงไม่นิยมนำมาแสดงเป็นละคร ใช้เรียนกันในฐานะมหากาพย์และอุทาหรณ์สำหรับศึกษาหลักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และเทพปกรณ์ของอินเดียสำหรับคนชั้นสูงที่คงแก่เรียนเท่านั้น ยกเว้นแต่เรื่องราวเกี่ยวกับความรักของพระกฤษณะ และอนิรุทธ์กับนางอุษา เท่านั้นที่ถือว่าเป็นลีลามหัศจรรย์ของพระเจ้า เอามาแสดงเป็นละครแล้วเป็นมงคล โรแมนติก แล้วยังได้บุญด้วย ว่ากันว่าแม้สมัยต่อมามีการพิมพ์หนังสือขึ้นมาในอินเดียแล้วเรื่องมหาภารตะก็ยังไม่มีใครซื้อมาเก็บไว้ที่บ้าน ได้แต่ซื้อให้ห้องสมุดเท่านั้น เรียกว่าซื้อมหาภารตะให้ใครเหมือนการซื้อให้มีดกัน ต่างจากเรื่องรามายณะหรือรามเกียรติ์อินเดียที่ถ้าซื้อให้ใครเป็นของขวัญในวันสำคัญเช่นการต้อนรับลูกหลานที่พึ่งเกิดใหม่ ชาวอินเดียที่เป็นฮินดูจะดีใจมากเพราะถือว่าเรื่องรามเกียรติ์เป็นมงคล และมหาภารตนั้นอัปมงคล ยกเว้นเรื่องพระกฤษณะ และพระอนิรุทธ์ กับนางอุษานี้ (แต่เนื่องจากค่านิยมอินเดียเปลี่ยนไปดังนั้นปัจจุบันจึงมีการสร้างภาพยนตร์เรื่องมหาภารตะแบบเต็มเรื่อง โดยเน้นบทบาทของพระกฤษณาวตารเป็นสำคัญอยู่ดี)


เชื่อว่าเรื่องเล่าพระอนิรุทธ์กับนางอุษาเข้ามาเป็นนิทานพื้นบ้านไทยอย่างเรื่อง อุสาบารส ตั้งแต่ก่อนสมัยพระเจ้าติโลกราชของอาณาจักรล้านนา ฯ (บุคคลร่วมสมัยกับพระเจ้าบรมไตรโลกนาถในลิลิตยวนพ่าย ก่อนที่จะถูกพัฒนาโครงเรื่องแล้วเล่าใหม่ในรูปแบบชาดกจนกลายเป็นเรื่องสมุทโฆษชาดกในปัญญาสชาดกห้าสิบเรื่องก่อนที่มหาราชครูจะเอามาแต่งเป็นสมุทรโฆษคำฉันท์ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ที่เป็นพระโพธิ์อุ้มสม)


ปล. ในประเทศอินเดียตำนานที่เกี่ยวกับต้นโพธิ์และต้นไทรมักซ้อนทับกันเช่นตอนที่พระศิวะปางโยคีศวร หรือทักษิณามูรติ (ที่ปราบอสูรแห่งการหลงลืมที่มาล่อลวงให้พวกฤาษีทุศีล ด้วยแสดงนาฏราชร่ายรำบนหลังอสูรนั้นที่พระองค์กระทืบลงไปนอน เสร็จแล้วก็เทศน์โปรดพวกฤาษีทั้งหลายให้รักษาศีล ณ สิทธาโลกใต้ต้นไม้ใหญ่บางตำนานก็ว่าเป็นต้นไทร บางตำนานก็ว่าเป็นต้นโพธิ์) แสดงให้เห็นว่าต้นไทรหรือโพธิ์วรรณคดีสันสกฤตสับสนซ้อนทับกัน ต่างจากวรรณคดีบาลีที่แบ่งแยกอย่างชัดเจนเพราะต้นโพธิ์เป็นต้นไม้สำคัญเป็นสัญลักษณ์ของปางตรัสรู้ของพุทธเจ้า