คุณเป็น ปีศาจ หรือมนุษย์ ?
ปีศาจ ในสันสกฤตคือ ปิศาจ (เป็นสระ อิ)
ซึ่งมีอธิบายในคัมภีร์อาถรรพเวทว่า กระวฺยาท หมายถึง สัตว์กินเนื้อ ผู้กินเนื้อดิบ
ในคัมภีร์พระเวทใช้ศัพท์ที่มีรากศัพท์เดียวกันคือ ปิศุนะ (ใส่ร้าย ให้ร้าย เผยออกมา รากฐาน ฯ)
ตรงกับคำละตินว่า piget ภาษาเยอรมันโบราณชั้นสูงคือ fehida (ความเป็นศัตรู ความเป็นปฏิปักษ์)
ตรงกับภาษาของพวกแองโกล แซกซัน (Anglo-Saxon ชนพื้นเมืองทางใต้และตะวันออกบนเกาะอังกฤษ)
คือคำว่า faehp (อาฆาต พยาบาท)
ซึ่งมีความสัมพันธ์กับคำภาษากอท / กอธ คือ fijan (ที่ทำร้าย)
(ชาวกอทเป็นชนเผ่าเจอร์มานิคตะวันออกที่มีที่มาจากกึ่งตำนานสแกนด์ซา (Scandza)
ที่เชื่อกันว่าอยู่ในบริเวณที่เป็นเยอตาแลนด์ (Götaland) ในสวีเดนปัจจุบัน)
ดังนั้นปีศาจมีความสัมพันธ์กับคำภาษาอังกฤษปัจจุบันคือ fiend (เก่งอย่างร้ายกาจ มาร ผู้ทารุณดุร้าย ผู้ติดของมึนเมา)
ส่วนในภาษาสันสกฤต ปิศาจ มีความสัมพันธ์กับคำว่า
ปิศิตะ แปลว่าเนื้อสด (และ)
ปิศะ คือ กวางชนิดหนึ่ง และสีแดงอมน้ำตาลหรือเหลือง (กวางที่มีสีดังกล่าว) เป็นต้น
ภาษาสันสกฤตปัจจุบัน ปิศาจ แปลว่า อสูรกาย ผี goblin (ก็อบลิน ภูตเจ้าเล่ห์) ยักษ์กินคน ฯ
ผู้ที่มุ่งร้าย และคนที่ทารุณโหดร้ายเหมือนปีศาจ
(ใกล้เคียงกับคำว่าปีศาจในภาษาไทยมาก)
ในวรรณคดีสันสกฤตปิศาจ เป็นอมนุษย์ชั้นต่ำ
ที่เป็นภาคีกับอมนุษย์ชั้นสูงคือ ยักษ์กินคน (Ogre) และรากษส (Vampire ผีดูดเลือด)
ซึ่งเป็นศัตรูกับมนุษย์และเทวดา
.........
ยักษ์ (giant) บางพวกเป็นพวกเทวดาชั้นล่าง มีท้าวกุเวร เทพแห่งทรัพย์เป็นหัวหน้า
โดยในศาสนาเช่น หรือไชนะใช้คำว่า "ยักษ์" หมายถึงผู้ยิ่งใหญ่ใช้เรียกพวกเทวดา
........
วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
นิทานทอผ้าตอนที่ ๑ นางหูกฟ้าท้าวแมงคาน
ที่มาของภาพ http://m.naewna.com/view/region/163421
เรื่อง หูกฟ้าแมงคาน เป็นนิทานชาดกพื้นบ้านของชาวไทเขิน(ภาคเหนือ-เชียงตุง) และชาวผู้ไท (กาฬสินธุ์) เป็นนิทานไทยเรื่องหนึ่งที่พูดถึงการทอผ้าของชาวไทยไว้อย่างชัดเจนที่สุด
เรื่องย่อ พระเจ้าธัมมกิติกากษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี มีโอรสชื่อแมงคาน ซึ่งเจ้าชายได้อภิเษกกับนางภมมจารี (นางหูกฟ้า สำนวนผู้ไท) ลูกสาวเศรษฐี คืนหนึ่งนางทอผ้าอยู่คนเดียว พระยาไตรภม (พระอินทร์สำนวนผู้ไท) ซึ่งอยู่ในเมืองแถนคิดว่านางยากจนจึงรับตัวขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เจ้าแมงคานทราบจึงขี้ม้าติดตามไปกับเพื่อนคือรามเสนาจนถึงสวรรค์ โดยระหว่างนั้นเจ้าแมงคานไปเรียนวิชากับพระฤาษีด้วย
ต่อมาพระยากาบฟ้าได้มาสู่ขอนางภมมจารี เจ้าแมงคานจึงฆ่าพระยากาบฟ้าตาย และมีชัยชนะในพิธีสยมพรที่ให้ยกก้อนหิน และขึ้นสายธนู เพื่อหาคู่ให้นางภมมจารี จากนั้นเจ้าแมงคานกับรามเสนาจึงพานางภมมจารีลงมายังเมืองมนุษย์และกลับไปเมืองพาราณสี โดยได้รับตัวนางปทุมาวดีกับนางสุคันธา พระธิดาของพระยาแถนหวาน (พระอินทร์?) ลงมาด้วย สุดท้ายพระบิดาคือ พระยาธัมมกิติกาก็ได้ยกเมืองพาราณสีให้เจ้าแมงคานปกครอง
วิเคราะห์ได้ว่านิทานเรื่องนี้ได้อิทธิพลจากอนุภาคของเรื่อง
๑. นางปทุมวดี ชายาพระกฤษณะจากอันธประเทศอินเดีย
๒.พิธีสยมพรของพระรามจากเรื่องรามเกียรติ์
๓. การตามนางจากเรื่องพระสุธน มโนห์รา
จุดเด่นที่เป็นอัตลักษณ์ของนิทานเรื่องนี้
คือการที่ให้พระอินทร์มารับนางภมมจารี (นางหูกฟ้า) ไปเนื่องจากนางทอผ้ากลางคืน
ทำให้กลายเป็นความเชื่อห้ามทอผ้ากลางคืนในชาวไทบางท้องถิ่น
ซึ่งนิทานที่กล่าวถึงเรื่องทอผ้าโดยตรง เช่น
ตำนานเขาวงพระจันทร์ (ลพบุรี) เจ้าแม่ทอหูก และเรื่องตำนานเขานมสาว (คล้ายเรื่องนางยักษ์ตัดนมตนของพม่า)
นิทานไทยที่กล่าวถึงการทอผ้าโดยอ้อม(ที่ไม่โดยตรงเหมือนเรื่องหูกฟ้าแมงคาน) ก็เช่น สุวรรณนาคราชสร้างเมือง (คล้ายนิทานสร้างนครวัดของเขมร) และเรื่องเล่าชาวลับแล เป็นต้น
เรื่อง หูกฟ้าแมงคาน เป็นนิทานชาดกพื้นบ้านของชาวไทเขิน(ภาคเหนือ-เชียงตุง) และชาวผู้ไท (กาฬสินธุ์) เป็นนิทานไทยเรื่องหนึ่งที่พูดถึงการทอผ้าของชาวไทยไว้อย่างชัดเจนที่สุด
เรื่องย่อ พระเจ้าธัมมกิติกากษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี มีโอรสชื่อแมงคาน ซึ่งเจ้าชายได้อภิเษกกับนางภมมจารี (นางหูกฟ้า สำนวนผู้ไท) ลูกสาวเศรษฐี คืนหนึ่งนางทอผ้าอยู่คนเดียว พระยาไตรภม (พระอินทร์สำนวนผู้ไท) ซึ่งอยู่ในเมืองแถนคิดว่านางยากจนจึงรับตัวขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เจ้าแมงคานทราบจึงขี้ม้าติดตามไปกับเพื่อนคือรามเสนาจนถึงสวรรค์ โดยระหว่างนั้นเจ้าแมงคานไปเรียนวิชากับพระฤาษีด้วย
ต่อมาพระยากาบฟ้าได้มาสู่ขอนางภมมจารี เจ้าแมงคานจึงฆ่าพระยากาบฟ้าตาย และมีชัยชนะในพิธีสยมพรที่ให้ยกก้อนหิน และขึ้นสายธนู เพื่อหาคู่ให้นางภมมจารี จากนั้นเจ้าแมงคานกับรามเสนาจึงพานางภมมจารีลงมายังเมืองมนุษย์และกลับไปเมืองพาราณสี โดยได้รับตัวนางปทุมาวดีกับนางสุคันธา พระธิดาของพระยาแถนหวาน (พระอินทร์?) ลงมาด้วย สุดท้ายพระบิดาคือ พระยาธัมมกิติกาก็ได้ยกเมืองพาราณสีให้เจ้าแมงคานปกครอง
วิเคราะห์ได้ว่านิทานเรื่องนี้ได้อิทธิพลจากอนุภาคของเรื่อง
๑. นางปทุมวดี ชายาพระกฤษณะจากอันธประเทศอินเดีย
๒.พิธีสยมพรของพระรามจากเรื่องรามเกียรติ์
๓. การตามนางจากเรื่องพระสุธน มโนห์รา
จุดเด่นที่เป็นอัตลักษณ์ของนิทานเรื่องนี้
คือการที่ให้พระอินทร์มารับนางภมมจารี (นางหูกฟ้า) ไปเนื่องจากนางทอผ้ากลางคืน
ทำให้กลายเป็นความเชื่อห้ามทอผ้ากลางคืนในชาวไทบางท้องถิ่น
ซึ่งนิทานที่กล่าวถึงเรื่องทอผ้าโดยตรง เช่น
ตำนานเขาวงพระจันทร์ (ลพบุรี) เจ้าแม่ทอหูก และเรื่องตำนานเขานมสาว (คล้ายเรื่องนางยักษ์ตัดนมตนของพม่า)
นิทานไทยที่กล่าวถึงการทอผ้าโดยอ้อม(ที่ไม่โดยตรงเหมือนเรื่องหูกฟ้าแมงคาน) ก็เช่น สุวรรณนาคราชสร้างเมือง (คล้ายนิทานสร้างนครวัดของเขมร) และเรื่องเล่าชาวลับแล เป็นต้น
วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
สุกร ไม่ได้แปลว่ามืองาม
สูกร หรือ ศูกร ภาษาสันสกฤต แปลว่า หมู
สูกรี ภาษาสันสกฤตแปลว่า หมูตัวเมีย
สุกร ภาษาสันสกฤต แปลว่า ม้าดี (ยอดอาชา)
สุกรา ภาษาสันสกฤต แปลว่า แม่วัวเชื่อง
......
สุกร ภาษาไทยแปลว่า หมู ถ้าแปลว่า มืองาม (เป็นการเล่นคำ หรือเทียบผิด)
หมายเหตุ กร แปลว่า ส่วนของแขน ตั้งแต่ข้อศอกจดมือ
พาหุ หรือพาหา คือส่วนของแขน ตั้งแต่ข้อศอกจดไหล่
สรมา เทว ศุนี นางหมาเทวดาของพระอินทร์
ในคัมภีร์ฤคเวทกล่าวว่า วันหนึ่งพวกอสูร "ปณิ" ได้ขโมยวัว และปศุสัตว์ทั้งหลายของฤาษีอังคีรสนำไปซ่อนไว้ในหุบเขา ไม่มีใครตามหาได้เจอ
นางสรมาได้สร้างวีรกรรม คือนางได้ติดตามไปจนเจอ และได้บอกให้พระอินทร์ให้มาช่วยปศุสัตว์และพวกวัวเหล่านั้นกลับไป
ภาษาสันสกฤตรักษารากคำดั้งเดิมของตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน ไว้ได้มากกว่าภาษาบาลี
แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันซึ่งเป็นนักล่าสัตว์บูชาหมา เช่นเดียวกับพวกชาวไตในสมัยโบราณ
โดยชาวอารยันถือว่า หมาคือเพื่อนของพระอินทร์ วีรบุรุษที่ฆ่ามังกร หรืองูยักษ์ได้ในยุคก่อนพระเวท
แต่ต่อมาสมัยหลังห้าร้อยปีหลังพุทธกาลคนอินเดีย (พวกอารยันที่รับอารยธรรมเพาะปลูกจากดราวิเดียน)
หมาเริ่มหมดบทบาทต่อสังคม คนอินเดียเริ่มดูถูกและเกลียดหมาเหมือนชาวจีน
จากหลักฐานที่ปรากฏในเรื่องมหาภารตะ มหากาพย์ของอินเดีย
ที่ พวกปาฑพไล่ตีลูก ๆ ของ(सरमा)นางสรมา (เทวะ ศุนี) สหายของพระอินทร์
(นอกจากตัวละครในวรรณคดีสันสกฤตซึ่งก็ยังเทียบได้กับตัวละครในตำนานกรีก-โรมัน)
นางสรมาได้สร้างวีรกรรม คือนางได้ติดตามไปจนเจอ และได้บอกให้พระอินทร์ให้มาช่วยปศุสัตว์และพวกวัวเหล่านั้นกลับไป
ภาษาสันสกฤตรักษารากคำดั้งเดิมของตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน ไว้ได้มากกว่าภาษาบาลี
แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันซึ่งเป็นนักล่าสัตว์บูชาหมา เช่นเดียวกับพวกชาวไตในสมัยโบราณ
โดยชาวอารยันถือว่า หมาคือเพื่อนของพระอินทร์ วีรบุรุษที่ฆ่ามังกร หรืองูยักษ์ได้ในยุคก่อนพระเวท
แต่ต่อมาสมัยหลังห้าร้อยปีหลังพุทธกาลคนอินเดีย (พวกอารยันที่รับอารยธรรมเพาะปลูกจากดราวิเดียน)
หมาเริ่มหมดบทบาทต่อสังคม คนอินเดียเริ่มดูถูกและเกลียดหมาเหมือนชาวจีน
จากหลักฐานที่ปรากฏในเรื่องมหาภารตะ มหากาพย์ของอินเดีย
ที่ พวกปาฑพไล่ตีลูก ๆ ของ(सरमा)นางสรมา (เทวะ ศุนี) สหายของพระอินทร์
(นอกจากตัวละครในวรรณคดีสันสกฤตซึ่งก็ยังเทียบได้กับตัวละครในตำนานกรีก-โรมัน)
วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
ความยอกย้อนของการศึกษาไทยในความจริงเชิงปรัชญา
ทางศิลปศาสตร์ ความจริงส่วนใหญ่เป็นทฤษฎี ไม่เป็นกฎเหมือนวิทยาศาสตร์
ยิ่งเรียนมากจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นความจริงเชิงปรัชญาที่เถียงกันได้ไม่รู้จบ
คนฉลาดจะไม่ฟันธงกับสิ่งใด แต่เพียงยอมรับความคิดเห็นที่น่าเชื่อถือมากที่สุด
โดยต้องทำใจว่าวันหนึ่งสิ่งที่เรียกว่าถูกนี้ อาจจะกลายเป็นผิดก็ได้เมื่อมีการค้นพบใหม่
เหมือนความเชื่อทางปรัชญาที่ว่าโลกแบน ต่อมาวิทยาศาสตร์ก็ว่าโลกกลม
แต่ปัจจุบันก็ว่ากลม แต่ไม่ได้กลมเหมือนลูกบอล
(โดยที่ความรู้ทางรูปธรรมมักพิสูจน์ให้เห็นได้เชิงประจักษ์ แต่ถ้าถูกทำให้เป็นนามธรรมเป็นเชิงปรัชญาแล้ว
ก็เป็นเรื่องของมโนคติ ของแต่ละบุคคลที่จะถกเถียงกันได้ไม่จบสิ้น
จนเป็นธรรมชาติของการศึกษาในปัจจุบัน
ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เอาภาษาศาสตร์มาทำให้ภาษาไทยง่ายขึ้น แต่เอามาทำให้มันยากขึ้น)
,ในความรู้ระดับอุดมศึกษาควรเข้าใจเรื่องพวกนี้
ส่วนการนำไปสอนเด็กเวลาเป็นครูต้องยึดตามตำราจากกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้ออกสอบ
แม้แต่ความรู้จากราชบัณฑิต ฯ เขาก็ออกตัวเองว่าเป็นแค่ความรู้เสริม ความรู้รอง
........
หมายเหตุ
...โดยมากก็ยอมรับกันแต่พจนานุกรมเท่านั้น
แต่เมื่อมีปัญหาการใช้คำอื่น ๆ แม้บางครั้งจะขัดกับพจนานุกรม แต่ราชบัณฑิตก็ลื่นไหลไปตามกระแสสื่อมวลชน และแก้ให้ถูกเป็นผิดได้เพื่อเอาใจรัฐบาล ตามที่ว่า มันมีหลายทฤษฎี
จากประวัติศาสตร์พจนานุกรม ยาเสพย์ติด พ.ศ. 2525 กลายเป็น ยาเสพติด ในพจนานุกรมสมัยต่อมาและปัจจุบัน
เหตุผลที่แท้จริงเพราะมีหน่วยงานรัฐบาลออกโฆษณามาเป็น "ยาเสพติด"
- แรก ๆ ราชบัณฑิต ฯ ก็บอกว่าควรใช้ ยาเสพย์ติด
- ต่อมาก็ว่าใช้ได้สองอย่าง
- จนปัจจุบันล่าสุดตัดให้ใช้แค่ ยาเสพติด (ถ้าเขียนยาเสพย์ติดผิด)
ขอโทษนะครับเกิดทัน อยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์...ไม่ลืม
http://www.royin.go.th/?knowledges=%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94
ยิ่งเรียนมากจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นความจริงเชิงปรัชญาที่เถียงกันได้ไม่รู้จบ
คนฉลาดจะไม่ฟันธงกับสิ่งใด แต่เพียงยอมรับความคิดเห็นที่น่าเชื่อถือมากที่สุด
โดยต้องทำใจว่าวันหนึ่งสิ่งที่เรียกว่าถูกนี้ อาจจะกลายเป็นผิดก็ได้เมื่อมีการค้นพบใหม่
เหมือนความเชื่อทางปรัชญาที่ว่าโลกแบน ต่อมาวิทยาศาสตร์ก็ว่าโลกกลม
แต่ปัจจุบันก็ว่ากลม แต่ไม่ได้กลมเหมือนลูกบอล
(โดยที่ความรู้ทางรูปธรรมมักพิสูจน์ให้เห็นได้เชิงประจักษ์ แต่ถ้าถูกทำให้เป็นนามธรรมเป็นเชิงปรัชญาแล้ว
ก็เป็นเรื่องของมโนคติ ของแต่ละบุคคลที่จะถกเถียงกันได้ไม่จบสิ้น
จนเป็นธรรมชาติของการศึกษาในปัจจุบัน
ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เอาภาษาศาสตร์มาทำให้ภาษาไทยง่ายขึ้น แต่เอามาทำให้มันยากขึ้น)
,ในความรู้ระดับอุดมศึกษาควรเข้าใจเรื่องพวกนี้
ส่วนการนำไปสอนเด็กเวลาเป็นครูต้องยึดตามตำราจากกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้ออกสอบ
แม้แต่ความรู้จากราชบัณฑิต ฯ เขาก็ออกตัวเองว่าเป็นแค่ความรู้เสริม ความรู้รอง
........
หมายเหตุ
...โดยมากก็ยอมรับกันแต่พจนานุกรมเท่านั้น
แต่เมื่อมีปัญหาการใช้คำอื่น ๆ แม้บางครั้งจะขัดกับพจนานุกรม แต่ราชบัณฑิตก็ลื่นไหลไปตามกระแสสื่อมวลชน และแก้ให้ถูกเป็นผิดได้เพื่อเอาใจรัฐบาล ตามที่ว่า มันมีหลายทฤษฎี
จากประวัติศาสตร์พจนานุกรม ยาเสพย์ติด พ.ศ. 2525 กลายเป็น ยาเสพติด ในพจนานุกรมสมัยต่อมาและปัจจุบัน
เหตุผลที่แท้จริงเพราะมีหน่วยงานรัฐบาลออกโฆษณามาเป็น "ยาเสพติด"
- แรก ๆ ราชบัณฑิต ฯ ก็บอกว่าควรใช้ ยาเสพย์ติด
- ต่อมาก็ว่าใช้ได้สองอย่าง
- จนปัจจุบันล่าสุดตัดให้ใช้แค่ ยาเสพติด (ถ้าเขียนยาเสพย์ติดผิด)
ขอโทษนะครับเกิดทัน อยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์...ไม่ลืม
http://www.royin.go.th/?knowledges=%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94
วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
ไทย-ยวน สีคิ้ว
ตอนที่ 1: ที่มาของภาษาและวัฒนธรรมไทย-ยวน สีคิ้ว
วรเดช มีแสงรุทรกุล
อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
(เขียนเมื่อ 7 กรกฏาคม 2559)
(เขียนเมื่อ 7 กรกฏาคม 2559)
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
จังหวัดนครราชสีมายังเป็นแหล่งการเรียนของอารยธรรมโบราณที่สำคัญเช่นปราสาทหินพิมาย
ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นแห่งอารยธรรมพุทธศาสนาของขอมโบราณ (เติม วิภาคยพจนกิจ. 2546 : 3 -5)
นอกจากนี้ด้วยภูมิประเทศของเมืองนครราชสีมาที่เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีทรัพยากรที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์
ทำให้มีกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ
ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในจังหวัดนครราชสีมามาแต่ครั้งโบราณ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้
จังหวัดนครราชสีมามีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรมความเชื่อ และภาษาที่แตกต่างกันออกไป
ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น คนไทยเชื้อสายมอญ คนไทยเชื้อสายลาว
คนไทยเชื้อสายเขมร และที่สำคัญชาวไท-ยวน (สุดาพร หงส์นคร. 2539
: 3-5 ) ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรม ประเพณี
ที่สืบทอดกันมาในตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่ยาวนาน
คำว่ายวน
ถ้าเป็นคำกริยาหมายถึง ยั่ว ล่อ
ชวนให้เพลิน ชวนให้ยินดี เช่น ยวนตา ยวนใจ แต่ถ้าเป็นคำนามหมายถึง
คำเดิมที่ชาวอินเดียเรียกชนชาติกรีก ซึ่งเพี้ยนมาจากคํา Ionia เป็น ชวนะ หรือ
เยวนเยาวนะ โยนก และ โยน ตามลำดับ ต่อมาคนไทยจึงก็นำคำเหล่านี้มาใช้เรียกคนไทล้านนา
(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. 2556 : 939)
จิตร
ภูมิศักดิ์ (2524 :
199-200 ) อธิบายว่า คำว่า ยวน น่าจะมาจากภาษาพม่าว่า ยูน
เมื่อพม่าปกครองล้านนา โดยคำว่า ยวน
เป็นคำที่คนไทยภาคกลางเรียกชาวล้านนามาก่อนคำอื่น
เช่นที่ปรากฏวรรณกรรมเรื่องลิลิตยวนพ่าย
ที่เล่าถึงเรื่องราวในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นที่รบกับอาณาจักรล้านนา
ยวนพ่ายจึงหมายถึง ยวนที่เป็นชาวล้านนาแพ้ให้แก่กรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาคำว่า ยวน
ไปพ้องเสียงกับคำว่า ญวน ที่หมายถึงพวกเวียดนาม
เพื่อไม่ให้สับสนคนล้านนาในสมัยหลังจึงเรียกตนเองว่า คนเมือง แทนคำว่ายวน
แม้สมัยโบราณว่าคนไทยภาคกลางจะนิยมเรียกชาวล้านนาว่า ลาวล้านนา ลาวเชียงใหม่
แต่คนยวนไม่เคยเรียกตนเองว่า “ลาว” และแม้กระทั่งพวกชาวยวนที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในทางภาคเหนือของไทย
เช่นทางภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ยังนิยมเรียกตนเองว่า “ไท-ยวน” มากกว่า
และถือว่าตนเองเป็นชาวไทกลุ่มหนึ่งมาแต่ครั้งโบราณ
ชาวไท-ยวนสีคิ้ว
เป็นชาวไท-ยวนโบราณที่ย้ายถิ่นฐานมาจากภาคเหนือของประเทศไทยในอดีต
สมัยอาณาจักรโยนกเชียงแสนที่มีกษัตริย์องค์แรกคือ “สิงหวัต”
อาณาจักรของพระองค์ตั้งอยู่ในบริเวณเมืองเชียงแสน ที่อยู่ในจังหวัดเชียงรายปัจจุบัน
ก่อนพระเจ้าเม็งรายได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ
ในภาคเหนือร่วมเรียกว่าอาณาจักรล้านนาไทย
ก็เชื่อว่าชาวไท-ยวนเริ่มอพยพย้ายมาตั้งถิ่นในบริเวณต้อนล่างได้แก่พื้นที่อีสานตอนล่างและภาคกลางบ้างแล้ว
จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2317 สมัยรัชกาลที่ 1 พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่เป็นเหตุให้
พระองค์จำเป็นต้องทรงรับสั่งให้เผาที่มั่นและแบ่งชาวเชียงแสนออกเป็น 5 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งให้เป็นอยู่ที่ อำเภอเสาไห้
จังหวัดสระบุรี
ซึ่งชาวไท-ยวนที่เสาไห้ส่วนหนึ่งต่อมาได้อพยพขึ้นมาที่อยู่อำเภอสีคิ้ว
จังหวัดนครราชสีมา โดยคำว่าสีคิ้วสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากชื่อผู้ปกครองในสมัยนั้นคือ
พระยาสี่เขี้ยว ซึ่งชาวไท-ยวน อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
ยังคงตั้งศาลเจ้าบูชากราบไหว้มาจนถึงทุกวันนี้ (จารุวรรณ พรมวัง – ขำเพชร. 2537)
เนื่องจากชาวไท-ยวนส่วนใหญ่มีความสำนึกในชาติพันธ์ุของตนเองอย่างชัดเจน
ดังที่ดวงกมล เวชวงค์ (2554
: 131) ได้กล่าวเกี่ยวกับการนำเสนอ อัตลักษณ์ทางด้านต่าง ๆ
ร่วมทั้งภาษาและวัฒนธรรมของไท-ยวน
ในบริบทของการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวพอสรุปได้ว่า
แม้จะอพยพจากอาณาจักรเชียงแสน มานานถึง 200 ปี
ผ่านการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
แต่สำนึกทางชาติพันธุ์ของชาวไท-ยวนยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน
โดยชาวไท-ยวนได้แสดงออกสำนึกทางชาติพันธุ์ของตนเองออกมาในชีวิตประจำวัน
การร่วมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมของเยาวชนชาวไท-ยวนภายในชุมชน
แต่เนื่องจากชาวไท-ยวนต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเองเพื่อมาเอามาเป็นจุดขายในเศรษฐกิจชุมชนของตนเอง
ดังนั้นอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมของชาวไท-ยวน
จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงและประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย
หรือดำรงรักษาไว้หรือไม่ขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่ชาวไท-ยวนจะได้รับ
ชาวไท-ยวน
อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมามีความโดดเด่นในด้านฝีมือหัตถกรรมโดยเฉพาะการทอผ้า
การปักผ้าโบราณ และมีภาษาไท-ยวน
เป็นภาษาที่คนเฒ่าคนแก่ใช้พูดจาปราศรัยกันภายในหมู่บ้านทั่วไป
เนื่องจากภาษาไท-ยวนเป็นที่นิยมพูด เช่นเดียวกับภาษาภาคกลาง และภาษาอีสาน มีเยาวชนรุ่นหลังที่จะสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมไท-ยวน
เพียงเล็กน้อย ทำให้ภาษาไท-ยวนของ อำเภอสีคิ้ว
จังหวัดนครราชสีมามีความสุ่มเสี่ยงในการที่จะสูญหายไปในอนาคต
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สัตว์หิมพานต์คือสัตว์จริงในจินตนาการ
มีข้อน่าสังเกตว่า ถ้าเป็น
ตัวละครจากวรรณคดีสันสกฤต จะมีลักษณะคล้ายกับ ตัวละครในตำนานกรีกและอียิปต์มาก
ตัวละครจากวรรณคดีบาลี จะมีลักษณะร่วมกันของตัวละครที่แพร่หลายในวรรณกรรมอาเซียน
กินนร คือพวก หัวเป็นสัตว์ตัวเป็นคน (น่าจะเป็นพวกเผ่าที่เอาหัว หนังสัตว์ เขาสัตว์มาประดับบนหัว)
กิมบุรุษ คือพวก หัวเป็นคนตัวเป็นสัตว์ (น่าจะเป็นพวกเผ่านักรบทำชำนาญการรบบนหลังม้า)
ซึ่งถือว่าทั้งสองเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีความแตกต่างกัน มีความเจริญในระดับหนึ่งโดยเฉพาะกินนร จนเหมือนกับว่าเป็นผู้รับใช้พระเจ้าในสวรรค์ของฮินดู
วฤตระ อสูร พญามังกร หรือนาคแขกไม่ได้ให้ฝน แต่เก็บฝนไว้ไม่ให้ใคร
ที่ให้ฝนคือช้างสวรรค์ประจำทิศต่าง ๆ โดยช้างสวรรค์จะขึ้นไปเล่นน้ำบนสวรรค์และส่งน้ำลงมา
ซึ่งถ้าดูแลช้างที่เป็นญาติกับช้างพวกนี้ในโลกมนุษย์ดี ช้างบนสวรรค์ก็จะส่งฝนมาให้ตามฤดูกาล
ซึ่งความเชื่อนี้ติดมาในเรื่องพระเวสสันดร คือช้าง ปัจจัยนาค ลูกของนาคช้างมีปีกที่มาทิ้งลูกไว้ให้เป็นช้างคู่บุญพระเวสสันดร
(เชื่อว่าแขกจินตนาการว่าเมฆเหมือนช้างมากกว่าพญานาค)
จะเห็นได้ว่า นาคในภาษาบาลีสันสกฤตแปลได้ว่า ทั้งช้าง และพญานาค
ฤาเป็นการเทียบผิดในทางประวัติศาสตร์วรรณคดีหรือไม่ ฤาคนไทยเข้าใจผิดว่า นาคที่เป็นช้างเป็นพญานาค
ต่อมาจึงจับเข้ากับมังกรจีนซึ่งก็ให้ฝนเหมือนกัน สุดท้ายก็บอกไม่ได้ว่าผิดหรือถูก
เพราะจีนแบ่งมังกรเป็นสามกลุ่มคือ
๑. มังกรพื้นเมืองจีนเป็นมังกรแท้
๒.มังกรที่จีนรับมาจากวรรณกรรมพุทธศาสนา เคยเป็นพญานาคมาก่อน
๓. มังกรที่เกิดจากสัตว์ที่บำเพ็ญตนจนกลายเป็นมังกร
สุดท้ายจะบอกว่าของแขกเก่า ของจีนก็เก่าเหมือนกัน ของชนชาติไตก็มี
สุดท้ายจึงประสมกันกลายเป็นความเชื่อเรื่องพญานาค กับฝนของไทย ก็เป็นอัตลักษณ์ไทยไปแล้ว
คงไม่มีคนหาความเรื่องผิดถูกอีก เทพนิยายทั้งนั้นอ่านเอามัน รู้เอาสนุกก็พอ
จระเข้คือมังกรพื้นเมืองของอินเดีย ส่วนราศีมังกรคือมังกรที่อินเดียรับมาจากฝรั่งและเปอร์เซีย
คนจีนและแขกโบราณ คิดว่า จระเข้ที่แขกเรียกว่ามังกร เป็นปลาชนิดหนึ่ง
ดังในภควัทคีตาที่กล่าวในหมู่ปลา พันธุ์ปลาที่ยิ่งใหญ่สุดคือ มังกร (จระเข้)
แต่คนจีน แบ่งออกว่า จระเข้ ไม่ใช่มังกร เพราะมังกรพัฒนาขึ้นมาจาก ปลา งู และสัตว์อื่น ๆ ที่บำเพ็ญตนจนกลายเป็นมังกร
ดังนั้นพญานาคทั้งหมดในอินเดียจึงกลายเป็นมังกรในเมืองจีน ซึ่งคนไทยก็รับมังกรมาจากจีนไม่ใช่อินเดีย
(ประธานาธิบดีจีน คนก่อน จึงเคยพูดว่า จระเข้ไทยเหมือนมังกร.....ไม่ใช่เรื่องแปลก)
ความเชื่อว่ามังกรให้ฝนส่งผ่านไปสู่ธิเบต พระพิรุณธิเบตจึงทรงมังกร ส่วนในไทยเชื่อว่าพญานาคให้ฝน พระพิรุณไทยจึงทรงพญานาค
จระเข้ มังกร หรือพญานาค สัตว์ที่เป็นพาหนะของพระพิรุณ หรือพระวรุณ จึงซ้อนทับกันอยู่ด้วยประการนี้
โดยที่ในอินเดียยังคงรักษาภาพลักษณ์ของมังกร
ที่มีต้นกำเนิดจากรูปของจระเข้ ที่เพียงเขียนได้สวยวิจัตรขึ้นแบบลายแขกเท่านั้นเอง
ในสันสกฤต บอกว่าคนธรรพ์เป็นนักเต้น เป็นสามีของนางอัปสรทั้งหลาย ส่วนกินนร เป็นนักดนตรี
กลับของวรรณคดีบาลี หรือไทยที่มักบอกว่า คนธรรพ์ เป็นนักดนตรี ส่วนกินรี และกินนร เป็นนักฟ้อนรำ (เชื่อว่าติดมาจากเรื่องการร่ายรำ ของนางมโนราห์ ในเรื่องพระสุธน)
คนธรรพ์เป็น เผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มีความเจริญจนเหมือนกับเป็นผู้รับใช้พระเจ้าในสวรรค์
แต่ก็ยังหลงติดกับกามคุณมาก ชอบดื่มน้ำเมา การเต้นรำ ร้องเพลง จึงมักได้นางอัปสรทั้งหลายเป็นชายา ลักษณ์และอุปนิสัยของคนธรรพ์ในวรรณคดีสันสกฤต เปรียบเทียบคนธรรพ์ ได้กับ Satyr (Satyr มีลักษณะคล้ายกับ faun และ เทพ pan)
(ซึ่ง Satyr น่าจะเป็นตัวแทนของความหนุ่มและตัณหาของเพศชาย ในขณะที่ Nymph คือความสาวและตัณหาของหญิง เทียบได้กับนางอัปสรในวรรณคดีสันสกฤต)
หงอนพญานาคไทย พัฒนามาจากมงกุฎบนหัวพญานาคแขก ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็น ราชาแห่งงู
พญามังกรแห่งหัวเซี่ย (华夏巨龙)
การเรียงเปลือกหอยรูปมังกร-พยัคฆ์ของบรรพบุรุษมนุษย์เมื่อ 6,000 ปีก่อนที่ถูกค้นพบในมณฑลเหอหนาน
อันเป็นหนึ่งในหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ชาวจีนมีความเชื่อเรื่องมังกรมาอย่างยาวนาน
แต่มังกรที่ไม่เยอะ ก็คล้ายว่าจะเป็นญาติกับมังกรแขก (จระเข้)
ตำแหน่งที่อยู่ตรงกลางคือเจ้าสวรรค์ แท้จริงคือกลุ่มดาวหมีใหญ่ และหมีเล็ก
ที่ปัจจุบันคนจีนมองว่าเป็นกระเช้า*** (ไว้จ่ายตลาด?) บนสวรรค์
หรือประตูสวรรค์ก็มี
กลุ่มดาวหมีใหญ่ คือกลุ่มดาวเหนือที่คนไทยมองว่าเป็นกลุ่มดาวจระเข้
ปัจจุบันโหราศาสตร์จีนบางสำนักให้เป็นตำแหน่งของมังกรทอง
จะได้ครบหลักห้าธาตุของจีน
.......
*** หมายเหตุ มีตำนานว่า มีปีศาจปลาทอง ที่เลี้ยงไว้บนสวรรค์แอบหนีลงมาได้
เพราะน้ำท่วมสระในสวรรค์ (สวรรค์ก็มีน้ำท่วมด้วย?)
และต่อมาปีศาจปลาทองตนนี้ได้ขัดขวางการเชิญพระไตรปิฎกของพระถังซำจั่ง
หงอคงปราบไม่ได้ เจ้าแม่กวนอินจึงใช้กระเช้าสวรรค์โยนลงมาปราบ
ให้ปีศาจกลับร่างเป็นปลาทองและก็ใช้กระเช้าสวรรค์...พากลับขึ้นสวรรค์ไป
เมื่อท้องฟ้ากลายเป็นป่าหิมพานต์
ก็มีส่วนถูก เพราะมนุษย์มองดวงดาวตามจินตนาการของตนเอง สัตว์ที่อยู่ในจินตนาการส่วนหนึ่งก็ถูกมองว่าเหมือนกลุ่มดาวในท้องฟ้า
จนปัจจุบันมีผู้มีความคิดว่า กลุ่มดาวบนท้องฟ้าของฝรั่งคือ แผ่นที่จักรวาลของไตรภูมิ ??? เช่น
กลุ่มดาวซีฟิอัส Cepheus มีสัญลักษณ์ เหมือนหม้อหรือคนโทน้ำ ทั้งนี้เพราะ ท้าววิรุฬหกเป็นนายแห่งกุมภัณฑ์ คำว่า “กุมฺภ” แปลว่า “หม้อหรือคนโทน้ำ”
กลุ่มดาวยีราฟ Camelopardalis สัญลักษณ์กลุ่มดาวดวงนี้รูปร่างคล้ายคน คือ ท้าวกุเวร เป็นเจ้าแห่งมนุษย์หรือยักษ์
กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย Cassiopeia คล้ายต้นไม้ ต้นไม้คือสัญลักษณ์ของคนธรรพ์ คือ ท้าวธตรัฏฐ์ เจ้าแห่งคนธรรพ์ คำว่า “คนธรรพ์”
กลุ่มดาวมังกร Draco มีสัญลักษณ์คือนาค คือ ท้าววิรูปักษ์
(ซึ่งอาจจะเป็นเพียงความคิดใหม่สมัยหลัง หรือมีที่มาจากของเดิมหรือไม่ คงต้องสืบหาข้อมูลกันต่อไป
แต่น่าคิดว่าการมองสวรรค์ว่าอยู่ในรูปกลุ่มดาวมาจากจีน)
ดังนั้นสัตว์หิมพานต์ จึงเป็นสัตว์ที่มีอยู่จริงบวกจินตนาการ ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ให้สวยงาม หรือน่ากลัวยิ่งขึ้น เพื่อรองรับงานวิจิตรศิลป์ ศิลปะต่าง ๆ สัญลักษณ์ทางศาสนา ประเพณี ความเชื่อ และวิถีทางจิตวิญญาณของสังคมมนุษย์
หลาย ๆ ครั้งสัตว์ในจินตนาการเดิม อาจจะถูกสร้างขึ้นใหม่ซ้ำได้ ด้วยการเทียบผิด ที่เกิดจากการถ่ายเททางวัฒนธรรม เช่น แรดโบราณ กลายเป็นยูนิคอร์น ม้ามีเขาในตำนาน แต่ต่อไปยูนิคอร์นถูกเปรียบว่าเป็นข้าวโพดเดินได้ด้วยการเปรียบเทียบกับการลากเข้าความจากรูปตัวเขียน ที่มีการเทียบผิด ก็ได้ในชุมชนอื่น ที่ไม้เคยรับรู้ว่ายูนิคอร์น คือม้ามีเขา เช่นเดียวกันกับความสับสนระหว่างการใช้สัตว์ธรรมดาเป็นสื่อทางสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของอินเดีย กับการมองว่าสัตว์เหล่านั้นที่ชื่อเหมือนกันกลายเป็นเพียงสัตว์ในจินตนาการ หรือสัตว์ป่าหิมพานต์ของไทย เนื่องจากการไม่เข้าใจความหมายและอรรถศาสตร์ภาษาบาลีสันสกฤตอย่างแท้จริงของชนชาติไทย
แต่แน่นอนยังมีสัตว์ป่าหิมพานต์บางชนิดที่เกิดขึ้นจากการผสมทางจินตนาการ แบบจับแพะชนแกะมากมาย แต่แพะ และแกะเหล่านั้นก็เป็นสัตว์ที่มีอยู่จริงมาก่อน มันมีนัยแสดงให้เห็นเกี่ยวกับความนึกคิดของมนุษย์ที่มีความผูกพัน ชื่นชม และหวาดกลัวต่อสัตว์อื่น แต่ครั้งที่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ยุคหินและอยู่ในถ้ำด้วยความหวาดกลัว
เช่นพวกไวกิ้ง หรือชาวยุโรปเหนือกลัวหมาป่า เพราะมองว่ามหาป่าเป็นนักล่าและคู่แข่งที่แย่งชิงอาหารในฤดูหนาว (นิทานหนูน้อยหมวกแดง) หมาป่าจึงกลายเป็นมนุษย์หมาป่าที่น่ากลัว
หรือค้างคาวอยู่ในถ้ำ หากินในเวลากลางคืน ดื่มเลือดเป็นอาหาร ค้างคาวจึงกลายเป็นตัวแทนของปีศาจและผีดูดเลือด ซึ่งเป็นเหมือนคนตายที่ฟื้นขึ้นมาในเวลากลางคืนที่คนเป็นนอนหลับเป็นตาย
หรือความชื่นชม และอิจฉาในการบินได้ของนก และแมลง แม้มนุษย์จะเหนือกว่าสัตว์อื่นทุกด้านแต่ก็บินไม่ได้ , ปีก และนก หรือแมลงที่สวยงามจึงกลายเป็นตัวแทนแห่งทูตสวรรค์ และจิตวิญญาณที่พัฒนาแล้วของมนุษย์ ทำให้เกิดเทพยดา หรือภูตไพร ที่มีปีกเหมือนนก หรือแมลงที่สวยงาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



































