วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

ชื่อวิทยาศาสตร์ข้าวไทยที่น่าสนใจบางชนิด

ยีนและสปีชีส์ของข้าวไทย

(Genus and Species of Thai rices)



   😇 ซึ่่งโดยมากนักวิชาการไทยที่ไม่นิยมภาษาอังกฤษมักจะเขียนย่อ ๆ เท่านั้น  

1) ข้าวเจ้า
(Oryza sativa L. /Oryza sativa L. ssp. indica) เช่น

1.1 ข้าวหอมมะลิ 105 = Thai jasmine rice
(Oryza sativa L. ssp. indica cv. KDML105)

1.2 ข้าวสังข์หยด = Thai SangYod rice
(Oryza sativa L. ssp. indica cv. KGTC82239)

1.3 ข้าวเจ้าพันธุ์ปทุมธานี 1 = Thai PTT 1 rice
(Oryza sativa L. ssp. indica cv. Phathumthani 1 / PTT 1 ) 



2) ข้าวเหนียว Glutinous rice / Sticky rice
(Oryza sativa L. var. glutinosa /Oryza sativa var. glutinosa)

  2.1 ข้าวเหนียวขาว White Glutinous Rice เช่น

  •   ข้าวเหนี่ยว กข 6 RD 6 rice 
           (Oryza sativa L. ssp. indica cv.  KDML105'65-G2U-68-254)
           ข้าวเหนียว กข 6 เป็นข้าวพันธุ์กลายจากข้าวเจ้าขาวมะลิ 105 (KDML 105)
           โดยผ่านการใช้รังสีแกมมากับเมล็ดแบบเฉียบพลันเพื่อทำให้กลายพันธุ์

          ข้าวเหนียว กข 6 เป็นข้าวเหนียวสายพันธุ์ดี ที่ปัจจุบันนิยมเพราะปลูกและบริโภค ดังนั้นข้าวเหนียวขาว กข 6 จึงเป็นข้าวเหนียวที่ใช้พันธุ์เพื่อการพัฒนาพันธุ์และผสม เพื่อสร้างข้าวเหนียวพันธุ์ต่าง ๆ มาอีกหลายสายพันธุ์

  2.2 ข้าวเหนียวดำ Black Glutinous Rice เช่น     

  •  ข้าวเหนียวดำดอยสะเก็ด / ข้าวก๋ำดอยสะเก็ด Kum Doi Saket rice 
           (Oryza sativa L. var. indica cv. Kum Doi Saket)

  •  ข้าวเหนียวดำพันธุ์ KKU-ULR012
           (Oryza sativa L., cultivar KKU-ULR012)


😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇



ศัพท์สำคัญ


Caltivar = cv. หมายถึง ความโดดเด่นที่คัดเลือกโดยคน (ไม่ใช่ธรรมชาติ)

Carolus Linnaeus =  L. หรือ Linn. (พืช) และ Linnaeus (สัตว์)

Cultivar = พันธุ์เพาะปลูก

Subspecies = subsp. หรือ ssp.หมายถึงวงศ์ย่อยของสปีชีส์

Variety = var. ความหลากหลาย

     ปล.  Carolus Linnaeus คือ คาร์ล ฟอน ลินเนีย หรือเรียกว่า คาร์ล ลินเนียส Carl Linnaeus (ชาตะ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2250 - มรณะ 10  มกราคม พ.ศ. 2321) เป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ผู้ริเริ่มการจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ ซึ่งมีประโยชน์ในการศึกษาชีววิทยาต่อมาจวบจนปัจจุบัน จึงมีการใช้คำย่อลงท้ายคือ L. หรือ Linn. สำหรับ พืช และ Linnaeus สำหรับ สัตว์ เพื่อระลึกถึงเขา


อ้างอิง

ภาษาไทย

  • กรมการข้าว, ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น. กข 6 (RD 6). เว็บไซต์ http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/index.php/e-library/varieties/315-rd6 สืบค้นวันที่ 11/3/2562 (2019)
  • สำนักวิจัยและพัฒนาข้าวกรมการข้าว. สังข์หยดพัทลุง (Sang Yod Phattalung).เว็บไซต์ http://www.ricethailand.go.th/Rkb/varieties/index.php-file=content.php&id=93.htm สืบค้นวันที่ 11/3/2562 (2019)
  • นฤมล ธนานันต์,วิภาวรรณ ประสิทธิ์ และธีระชัย ธนานันต์. การจำแนกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ปรับปรุงจากพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ด้วยเทคนิคแฮตอาร์เอพีดี (Identification of Rice Cultivars KDML105 and Its Improved Cultivars by Using HAT-RAPD Technique). Thai Journal of Science and Technology . ปีที่ 1 , ฉบับที่ 3 . กันยายน - ธันวาคม 2555. เว็บไซต์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjst/issue/view/1722 หรือ https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjst/article/download/12893/11566/ สืบค้นวันที่ 11/3/2562 (2019)

ภาษาอังกฤษ

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตำนานข้าวจีน ญี่ปุ่น ข้าวฟ่างหางหมา และข้าวอะไรที่หมาเก้าหางเอามาให้มนุษย์ ?

  ตำนานข้าว

    😇 เนื่องจากหมาเก้าหางเป็นตำนานของชนชาติไต-ลาว ซึ่งชนชาติไตมักจะคิดว่าตำนานของตนเก่าที่สุดในโลก ดังนั้นการที่ชนชาติไต-ลาว กินข้าวเหนียวจึงอาจจะหลงคิดว่าข้าวเหนียวคือข้าวชนิดแรกที่มนุษย์รู้จักตามตำนานหมาเก้าหาง แต่ความจริงมันมีข้าวที่มนุษย์ทั่วโลกรู้จักและเก่าแก่กว่าข้าวเหนียว นั้นคือข้าวป่า พันธุ์หญ้าข้าวผีโบราณ Oryza rufipogon 野生稻 (Yěshēng dào ) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าธัญพืชที่เทพแห่งการกสิกรรมเสินหนง (神农) สั่งให้ประชาชนในเผ่าของตนเพาะปลูกเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่อประมาณ 5,000 กว่าปีก่อนตามตำนานจีนโบราณ แต่ตามหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีกลับพบว่า หญ้าข้าวผีโบราณ หรือสายพันธุ์ข้าวป่าเอเซีย (Asian wild rice) โบราณ มีอายุกว่า 14,000 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นที่รู้จักใช้ในการเพาะปลูกมาก่อนข้าวเหนียว 11,000 ปีในประเทศจีน (ประมาณ 9,000 ปีก่อนคริสตกาล) 



  😇 โดยคำว่าอินดิกา (Indica) เป็นชื่อเรียกข้าวสายพันธุ์อาเชียทั้งหมด ที่เรียกว่าอินดิกาเพราะขุดพบครั้งแรกที่อินเดีย แม้ว่าปัจจุบันจะพบหลักฐานว่ามีเก่าสุดอยู่ที่จีนแล้วก็ตามดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นข้าวโบราณหรือข้าวผสมพันธุ์ขึ้นใหม่ที่เอาข้าวเอเชียมาผสมกัน ก็เรียกว่าข้าวอินดิกาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น สายพันธุ์ข้าวอินเดีย สายพันธุ์ข้าวเหนียวญี่ปุ่น สายพันธุ์ข้าวเหนี่ยวจีน ลาว ไทย หรือสายพันธุ์ข้าวเจ้า ก็เรียกว่าข้าวอินดิกาทั้งสิ้น และจัดอยู่ในจีนัสหรือยีน (Genus) เดียวกัน  คือ Oryza sativa  แต่คนละสปีชีส์ (species) 

     
เหยียนตี้ เสินหนง (炎帝神农)

   😇 เหยียนตี้ เสินหนง (炎帝神农) กับตำนานข้าวจีน

     😇 ในตำนานจีนโบราณ เทพบรรพกษัตริย์ เหยียนตี้ เสินหนง (炎帝神农) หรือเทพแห่งการเกษตร และเทพบรรพชนของชาวจีน  ซึ่งเป็นผู้ค้นพบสมุนไพร การทำคันไถ่ สร้างพิณห้าสาย และพืชที่เพาะปลูกกินได้ ฯลฯ เมื่อกว่าห้าพันปีก่อน



    😇 ซึ่งพืชห้าชนิดที่เทพบรรพชนเสินหนงค้นพบ หรือน่าจะรวมรวมบันทึกไว้มากกว่า เพราะธัญพืชทั้งห้าชนิดมนุษย์ยุคโบราณก่อนยุคห้าพันปีก่อนนำมาปลูกกินได้แพร่ก่อนหน้านั้นนานแล้ว คือ


ภาพเมล็ดหญ้าข้าวผี กับข้าวอินดิกา
ที่มา https://ezramagazine.cornell.edu/SPRING11/cover.html

1. ข้าว 稻子 (Dàozi) Rice (สมัยนั้นจริงไม่เกี่ยวกับตำนาน) น่าจะเป็นข้าวป่า (Asian Wild Rice) มีหลายพันธุ์แต่ในสมัยโบราณน่าจะเป็น  หญ้าข้าวผี Oryza rufipogon 野生稻 (Yěshēng dào ) สายพันธุ์จีน ประมาณ 14,000 ปีก่อนคริสตกาลพบหลักฐานว่ามีการปลูกในจีน 

(ปัจจุบันหญ้าข้าวผี จากข้าวโบราณกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในประเทศ เพราะกลัวกันว่าพันธุ์ข้าวที่พัฒนาแล้วจะกลับไปผสมกับหญ้าข้าวผีซึ่งเป็นพันธุ์โบราณและด้อยกว่า จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้อยคุณภาพได้ผลผลิตน้อย ฯลฯ อ่านเอาเองที่เรื่องพันธุ์ข้าวโบราณด้านล่างสุด)

2. ข้าวฟ่างไม้กวาด  黍子 (Shǔ zi) Proso millet/Panicum miliaceum 10,000 ปีก่อนคริสตกาล

3. ข้าวฟ่างเกาเหลียง 高粱 ( Gāo Liáng) Sorghum bicolor (นิยมใช้หมักเหล้าจีน แต่เกาเหลียงแดง Red Sorghum 红高粱 Hong Gāo Liáng เพาะปลูกในอียิปต์เมื่อ 8,000 ปีก่อน และแพร่หลายมาตามเส้นทางสายไหมเมื่อ 4,000 ปีก่อน เกาเหลียงพันธุ์อาจจะมีในจีนก่อนหน้านั้น หรือถูกจับใส่เพิ่มมาในตำนานเป็นห้า เพราะคนจีนชอบเลขห้า หมายถึงห้าธาตุ ส่วนเลขสี่พ้องเสียงกับคำว่าตาย "ซี้" ในภาษาจีน)

4. ข้าวสาลี 麦子 (Màizi) ประมาณ 10,000 ปีก่อน ( หรือ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล )

5. ถั่ว 豆子 (Dòuzi) โดยเฉพาะถั่วเหลือง soybean หรือ soya bean, 黄豆/大豆 (huángdòu/dàdòu คือ Glycine max (Linn.) Merr.) ประมาณ 5,000 ปีก่อน (ยุคเทพบรรพชน เสินหนง พอดี)


😇😇😇😇😇😇😇😇

    😇 เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานที่เทพบรรพชนเสินหนง ของจีนแนะนำให้ประชาชนปลูกธัญพืชห้าชนิดมีมาก่อนตำนานหมาเก้าหาง? ซึ่งก็อาจจะพิสูจน์ไม่ได้ แต่หลักฐานแวดล้อมคือมนุษย์รู้จักธัญพืชห้าชนิดมาก่อนข้าวเหนียวและข้าวเจ้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมี ข้าวฟ่างหางหมา (Foxtail millet) ที่มีมา 6,000 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งจีนไทย และนานาประเทศเรียกว่า ข้าวฟ่างหางจิ้งจอก ภาษาจีนคือ 狐狸尾小米 (Húlí wěi xiǎomǐ) ข้าวฟ่างหางจิ้งจอก  / 狗尾粟 (Gǒu wěi sù) ข้าวฟ่างหางหมา ดังนั้นจึงต้องมีตำนานหมาเก้าหางนำข้าวมาให้มนุษย์สมัยหลังเพื่ออธิบายที่มาของชื่อนี้ เพราะข้าวโบราณที่มาเก้าหางนำมาให้มนุษย์แต่เดิมอาจจะเป็นหญ้าข้าวผี ข้าวฟ่าง หรือข้าวเหนียวก็ได้ตามชนิดข้าวที่ท้องถิ่นนิยมในการเพาะปลูก

ภาพ ข้าวฟ่างหางหมา (Foxtail millet)
ที่มา http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/hightech2/index14/index14.html
           
       
      😇 ในหมู่ชนชาติไต และชาวจ้วง (ชนเผ่าหนึ่งทางจีนใต้ ที่คนไทยมักพยายามนับญาติด้วย แต่เขาจะคิดว่าเราเป็นญาติหรือเปล่าไม่รู้นะ) มีนิทานหมาเก้าหางนำข้าวมาให้ ในชาดกของไทยเขินมีหมาเก้าหางช่วยโพธิสัตว์ (สุพรหมโมขา) ซึ่งก็คล้ายกับตำนานปีศาจจิ้งจอกเก้าหางในยุคแรก ๆ ของจีนเป็นหยินเซียน หรือเซียนที่ทำความดีช่วยเหลือกษัตริย์จีน แต่ในภายหลังจากตำนานปีศาจเก้าหางในวรรณคดีจีนห้องสินที่จัดหมวดเทพเจ้าและชื่อดาวใหม่ ดาวจิ้งจอก หยินเซียนจิ้งจอก หรือปีศาจจิ้งจอกเก้าหางกลายเป็นปีศาจร้าย ส่งอิทธิพลถึงเกาหลี และญี่ปุ่น 

    😇 แต่อย่างไรก็ตามในประเทศญี่ปุ่นมีเทพพื้นเมืองท้องถิ่นคือ อินาริ โอกามิ ซึ่งอินาริคือชื่อ ส่วนโอกามิ คือคำเรียกเทพพื้นเมืองท้องถิ่นที่มีบริวารเป็นจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์หรือเทพอารักษ์ กามิ (かみ/神) ตรงกับคำว่า เซียน ในภาษาจีน神 shén (ส่วน "โอกามิ"  ก็ใหญ่กว่ากามิทั่วไปในศาสนาชินโต ตรงกับคำว่าต้าเซียน 大神 Dàshén ในภาษาจีน) ส่วนถ้าเป็นเทพจากอินเดียบางครั้งจะใช้คำว่า เต็ง/เทน มาจากคำว่า 天 เทียนในภาษาจีนที่แปลว่าท้องฟ้าและสวรรค์ อาจจะมีรากคำมาจากต้นคำของคำว่า เทว (ในภาษาสันสกฤต) เช่นเจ้าแม่สรัสวดีญี่ปุ่นเรียกว่า เบ็นไซเต็ง เบ็นไซเทน หรือเบนเตน 弁才天 ก็ว่า (โอริกามิ 折り紙 คำพ้องเสียง แปลว่า การพับกระดาษ)

     😇 แต่ก็มีจิ้งจอกเก้าหางที่ตำนานว่าคือจิ้งจอกเก้าหางที่หนีมากจากจีนในเรื่องห้องสินนั้นแหละเป็น โยไค ด้วย (คำว่า โยไค/โยไก คือผี ปีศาจญี่ปุ่น 妖怪 Yōkai อาจจะมีรากคำมาจากคำว่า ยักษ์ในสันสกฤต แต่ความหมายเลื่อนจาก ยักษ์ อสูร เป็น ปีศาจ และผี ในภาษาญี่ปุ่น สันนิษฐานนะ)

เทพอินาริ โอกามิ (稲荷大神 ; Inari Ōkami) in Japanese Anime

 😇 เทพอินาริ โอกามิ (稲荷大神 ; Inari Ōkami) กับตำนานข้าวญี่ปุ่น


 😇 ตามตำนานเป็นเทพแห่งธัญพืชทั้งหลาย เป็นผู้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวในกับบรรพบุรุษของมนุษย์ และคุ้มครองให้รวงข้าวเหนียวจาปอนิกา (Japonica) สุกเป็นสีทอง มักปรากฏกายเป็นหญิงบ้าง ชายชราบ้าง มีบริวารเป็นสุนัขจิ้งจอก บางครั้งจึงว่าเทพอินาริคือเทพจิ้งจอก 


ภาพเทพีอูเกโมชิ/ยูเกะโมชิ



  😇 โดยแต่เดิมหน้าที่การดูแลสรรพาหารทั้งหลายเป็นของเทพีอูเกโมชิ หรือยูเกะโมชิ 保食神 ก็ว่า ซึ่งเป็นชายาของเทพอินาริ แต่วันหนึ่งสุริยเทวีอามาเตราซุ (天照大神) ได้ให้เทพีอูเกโมชิ จัดกยาหารถวายเทพแห่งจันทร์ "สึกูโยมิ"月讀  เป็นที่อร่อยถูกพระทัยมาก เทพแห่งจันทร์สึกูโยมิอยากรู้สูตรลับจึงแอบตามไปดูที่ครัวก็ตกใจที่พบว่าเทพีอูเกโมชิ (保食神) ดึงเอาธัญพืช และวัตถุดิบต่าง ๆ มาจากภายในร่างกายของตนเองแต่ที่แย่ที่สุดคือที่ทวารหนัก (ตูด) ทำให้เทพแห่งจันทร์สึกูโยมิรู้สึกรังเกียจ รับไม่ได้ (เพราะเหมือนได้กินขี้และอวกของเทพีอูเกโมชิ) จนเปลี่ยนเป็นความโกรธแทน จนถึงกับฆ่าเทพีอูเกโมชิ ทำให้ศพของนางตกลงมายังโลกมนุษย์และกลายเป็นธัญพืชต่าง ๆ แต่นั้นมาเทพอินาริจึงกลายมาเป็นเทพคุ้มครองธัญพืชต่าง ๆ รวมทั้งข้าวด้วยซึ่งเป็นตัวแทนของนางอันเป็นที่รักของตน (คล้ายตำนานพระอินทร์ แก้วมังกร กับแม่โพสพบางสำนวน) ส่วนเมื่อสุริยเทวีอามาเตราซุรู้ว่าเทพีอูเกโมชิคนโปรดของตนถูกพระสวามีคือเทพแห่งจันทร์สึกูโยมิฆ่าแล้ว ก็โกรธมากและไม่ยอมพบหน้าสามีอีกเลย ทำให้พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่ค่อยได้พบกัน (นอกจากยามโพล้เพล้) 

     😇 การที่เทพีอูเกโมชิดึงเอาสรรพาหารออกมาจากร่างกายของตนที่ถูกมองว่าเป็นของสกปรกของเทพจันทรานั้นก็เปรียบเหมือนข้าว หรือธัญพืชที่จะต้องปลูกในดินในโคลนตม ยิ่งรดด้วยขี้ยิ่งได้ปุ๋ยที่ดี ประกอบกับการได้แสงอาทิตย์หล่อเลี้ยงด้วยความโปรดปราน ดังนั้นเทพีอูเกโมชิแห่งธัญพืชจึงเปรียบเหมือนแม่ธรณีหรือดินอันเป็นที่กำเนิดธัญพืชคนโปรดของพระอาทิตย์ ส่วนเทพอินาริเปรียบเหมือนฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวที่ดูแลการเติบโตของธัญพืชต่าง ๆ โดยมีเทพสุนัขจิ้งจอกเป็นผู้ช่วยเช่นเดียวกับมนุษย์ที่มีสุนัขเลี้ยงเป็นเพื่อน แลผู้ช่วยตั้งแต่ยุคสมัยที่มนุษย์ต้องล่าสัตว์ก็ให้สุนัขช่วยล่า พอถึงยุคทำนาก็ให้สุนัขเฝ้าสวนเฝ้านา สุนัขบ้านจึงเป็นบริวารของมนุษย์ สุนัขป่า สุนัขจิ้งจอก ที่อยู่ในป่าในภูเขาที่มีวิญญาณศักดิสิทธิ์ก็ต้องปกป้องป่าและเขาศักดิสิทธิ์ เมื่อสมัยต่อมามนุษย์สร้างศาลให้คนเราเคารพบูชาทำพิธีกรรมเพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกและโหราศาสตร์ สุนัขป่าที่ญี่ปุ่นโดยมากจะเป็นสุนัขจิ้งจอกที่คนญี่ปุ่นว่าเป็นสัตว์ที่มีพลังวิญญาณมากที่สุดในหมู่สัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่จริงจึงกลายเป็นบริวารของเทพเจ้า และเทพเจ้าไปในที่สุด

   😇 ซึ่งการที่มีประเพณีการนับถือเทพจิ้งจอกในชินโต ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า วัฒนธรรมจีนหรือชนชาติจ้วงแต่โบราณที่นับถือสุนัขจะเดินทางไปสู่ญี่ปุ่นหรือไม่ ? อย่างการเดินทางของจิ้งจอกเก้าหางในเรื่องห้องสิน ก็เป็นเรื่องที่น่าจะต้องหาหลักฐานศึกษากันไปในอนาคต

 😇 สุพรหมโมขาชาดกของไตเขิน และหมาเก้าหาง

   
  😇 เรื่องของสุพรหมโมขากุมารของชาวไตเขิน ล้านนา และอีสานไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำนาน หมาเก้าหางนำข้าวมาให้ของชาวจ้วง แต่มีหมาเก้าหางเป็นสัตว์คู่บุญของพระโพธิสัตว์และผู้ช่วยมเหสีเอกของพระองค์ที่เป็นนางฟ้า ตามปรากฏในเรื่องพระโพธิสัตว์เกิดเป็นชายยากจน ต่อมาได้รับคำแนะนำก่อนตายจากบิดาให้ทำไร่เลี้ยงชีพ พระอินทร์เห็นใจจึงส่งไข่ฟ้า หรือถุงวิเศษให้นางจันทิมพรหมาเทพธิดาลงไปช่วยเหลือพระสุพรหมโมขากุมารโพธิสัตว์ จนได้เป็นชายาของพระโพธิสัตว์ ซึ่งความงามของนางจันทิมพรหมา หรือนางไข่ฟ้า ทำให้พระราชาแห่งเมืองตุตระนคร (บางสำนวนว่า มาตุลนคร) หาทางแย่งชายาของพระโพธิสัตว์ด้วยการพนันต่าง ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จเพราะนางไข่ฟ้าช่วยไว้ได้ทุกครั้ง สุดท้ายจึงให้พระโพธิสัตว์ไปนำบัวหอมจากเมืองบาดาลมาให้ ซึ่งในระหว่างทางพระโพธิสัตว์ก็ได้ธิดาพญามดง่าม นางยักษ์ และนางนาคราช มาเป็นภรรยาเพิ่มจากหนึ่งเป็นสี่นางทำให้พระราชาแห่งเมืองตุตระนครริษยาหาทางฆ่าพระโพธิสัตว์และริบชายาทั้งหมดมาเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะชายาทั้งสี่ช่วยปกป้องพระโพธิสัตว์ไว้

  😇ต่อมาจึงให้คนแอบในกลองมาฟังความลับของพระโพธิสัตว์กับชายาจึงรู้ว่า พระโพธิสัตว์กินเนื้อ ยักษ์ งู ไข่มด และไข่ต่าง ๆ ไม่ได้ไม่อย่างนั้นชายาทั้งสี่จะป่วยอยู่ไม่ได้ จึงเชิญให้พระโพธิสัตว์เข้าไปในวังและจัดอาหารให้กินตามนั้น ชายาทั้งหมดของพระโพธิสัตว์จึงหนีไป ฯลฯ แล้วแต่สำนวน... ถึงตอนนี้พญาสุนัขดำเก้าหางที่เป็นสัตว์คู่บารมี จึงต้องพาพระโพธิสัตว์ไปตามนางไข่ฟ้า ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องว่ายข้ามห้วงน้ำใหญ่ถึงเก้าครั้ง ทำให้หางทั้งหมดของพญาสุนัขดำเก้าหางขาดและสิ้นใจตาย (ห้วงทุกข์ และโลกุตรธรรม 9 ข้ามไปถึงฝั่งแล้วก็ไม่ต้องแบกธรรมอันเป็นสะพานไว้อีก)  จนพญาแมลงวันมาขอกินศพพญาสุนัขดำไร้หาง (อสุภกรรมฐาน และสมถภวนา) จึงได้พบนางไข่ฟ้าอีกครั้งหลังจากนั้นพระโพธิสัตว์และชายาทั้งสี่ก็จัดทัพไปรบกับพระราชาแห่งเมืองตุตระนคร เมื่อพระราชาถูกธรณีสูบไปเพราะการอธิษฐานของนางนาคราช พระโพธิสัตว์ก็ได้ครองราชย์เมืองตุตระนครพร้อมกับชายาทั้งห้า (เบญจศีล ? / คนที่ห้าคือมเหสีของพระราชาแห่งเมืองตุตระนครที่สิ้นพระชนม์)

  😇เรื่องของสุพรหมโมขากุมารของชาวไตเขิน และอีสานไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำนาน หมาเก้าหางนำข้าวมาให้ของชาวจ้วง แต่เกี่ยวกับความแพร่หลายความเชื่อเรื่องหยินเซียน หรือจิ้งจอกเก้าหางที่จะมาช่วยกษัตริย์หรือผู้มีบุญของจีนยุคโบราณ โดยโครงเรื่องที่มีการร่วบรวมมาจากอนุภาคของนิทานต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมในอาเซียน เช่น การเล่นซ่อนแอบช่วยเหลือกันอย่างเรื่องสุวรรณสังข์หรือสังข์ทองจากปัญญาสชาดก การกลั่นแกล้งเพื่อที่จะชิงนางโดยให้ไปเอาของแปลก ๆ เช่นดอกบัวในเมืองบาดาลหรือปีศาจเพื่อแย่งเมียนั้น ก็ไปคล้ายกับนิทานโบราณของเวียดนาม เรื่องที่มีคนแอบฟังความลับในกลองก็ไปคล้ายกับเรื่องนิทานเอเชียอย่างอินเดีย และเกาหลีบางเรื่อง ร่วมถึงเรื่องที่ตัวเอกมีภรรยาเป็นธิดาพญานาค ยักษ์ นางฟ้า หรือพญามดง่าม ก็ไปคล้ายกับเรื่องภรรยาพญานาคของนิทานเขมร และจีน ฯลฯ ที่ช่วยสามีตัวเองให้ได้ดี ซึ่งอนุภาคบางเรื่องที่คล้ายคลึงกันในสมัยโบราณนี้ก็อาจจะเพราะสมัยก่อนไม่มีพรมแดนทางวัฒนธรรมและคติชนวิทยา หรืออาจจะเพราะคนเรามีหู ตา จมูกเหมือนกันจึงอาจจะมีรสนิยมชอบอะไรที่เหมือน ๆ กันเป็นโครงเรื่องอย่างละครน้ำเน่า หรือหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่อันใดเลย


  😇 เทพสุนัขของอินเดีย และหมาไนของเจ้าแม่กาลี

      
      😇 การนับถือสุนัขของชาวอินเดียปรากฏในคัมภีร์ฤคเวทกล่าวว่า วันหนึ่งพวกอสูร "ปณิ" ได้ขโมยวัว และปศุสัตว์ทั้งหลายของฤาษีอังคีรสนำไปซ่อนไว้ในหุบเขา ไม่มีใครตามหาได้เจอ นาง “สรมา” หรือ “เทว ศุนี” นางสุนัขเทวดาของพระอินทร์ ได้ติดตามไปจนเจอ และได้บอกให้พระอินทร์ให้มาช่วยปศุสัตว์และพวกวัวเหล่านั้นกลับไป แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันซึ่งเป็นนักล่าสัตว์บูชาหมา เช่นเดียวกับพวกชาวไตในสมัยโบราณ โดยชาวอารยันถือว่า หมาคือเพื่อนของพระอินทร์ วีรบุรุษที่ฆ่ามังกร หรืองูยักษ์ได้ในยุคก่อนพระเวท แต่ต่อมาสมัยหลังห้าร้อยปีหลังพุทธกาลคนอินเดีย (พวกอารยันที่รับอารยธรรมเพาะปลูกจากดราวิเดียน) หมาเริ่มหมดบทบาทต่อสังคม คนอินเดียเริ่มดูถูกและเกลียดหมาเหมือนชาวจีน จากหลักฐานที่ปรากฏในเรื่องมหาภารตะ มหากาพย์ของอินเดียที่ พวกปาฑพไล่ตีลูก ๆ ของ (सरमा) นางสรมา (เทวะ ศุนี) สหายของพระอินทร์

      😇 นักวิชาการส่วนหนึ่งจะว่า ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางนั้นมีที่มาจากอินเดียเมื่อสืบลึกไป จริง ๆ แล้วที่มาของนางจิ้งจอกเก้าหางนั้น อาจจะมาจากนางฑากินี (डाकिनी) ของธิเบต ซึ่งรับเอาอิทธิพลมาจากนางโยคินี (योगिनी) ของฮินดู เพราะนางโยคินีในฮินดูคือเทพสตรีโบราณในท้องถิ่นของอินเดียที่ถูกดึงให้กลายเป็นอวตารของเจ้าแม่ศักติของฮินดู และมีหลายตนมีเศียรเป็นสัตว์ต่าง ๆ ก็มี เช่น เศียรสิงโต เสือ ช้าง แพะ นก ม้า ฯลฯ และหมาไน ซึ่งหมาไนในอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริวารของเจ้าแม่กาลี ในขณะที่สุนัขล่าเนื้อเป็นบริวารของพระไภรวะ (อวตารของพระศิวะปางหนึ่ง) ซึ่งนางโยคินี มีชื่อเรียกต่าง ๆ มากมาย และบางครั้งก็ว่าเป็น นางยักขิณี นางรากษสี ด้วยโดยคำว่ารากษสคือปีศาจร้ายในความเข้าใจของวรรณคดีสันสกฤต และนางยักษ์เป็นปีศาจร้ายกินคนในวรรณคดีบาลี ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าในวรรณคดีจีนนางปีศาจจิ้งจอกเก้าหางชอบแปลงเป็นสาวงามหลอกผู้ชายมาฆ่ากิน เช่นเดียวกับนางยักษ์ในวรรณคดีบาลีอย่างเรื่องวลาหกัสสชาดก ที่นางยักษ์แปลงเป็นสาวงามหลอกพ่อค้าเรือแตกมาเป็นสามีและจับกินภายหลัง ร่วมถึงเรื่องนางยักษ์ปลอมมาเป็นนางเอกในนิทานไทยต่าง ๆ ก็ไปใกล้เคียงกับพฤติกรรมของนางปีศาจจิ้งจอกของจีนและญี่ปุ่น คือจะกล่าวว่าอินเดียมีหมาไน และนางรากษส จีนญี่ปุ่นมี ปีศาจจิ้งจอก ไทย ลาว เขมร ก็มีนางยักษี ที่เป็นตัวละครในวรรณกรรมมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน 

  😇โดยในอินเดียเทพสุนัขตามวัวที่ผลิตนมคืนมาใช้เทวดาและฤาษี ในขณะที่สุนัขสวรรค์ (เก้าหาง) มอบข้าวให้กับพวกชนชาติไต และญี่ปุ่น แสดงเห็นว่านัยว่าข้าวสำคัญกับอาเซียน และนมสำคัญกับอินเดียมากเพียงใด

   😇 ส่วนข้าวอะไรที่หมาเก้าหางเอามาให้มนุษย์ จะเป็นข้าวป่า ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียว อะไรก็ดีก็แล้วแต่ว่าตำนานนั้นอยู่กับวัฒนธรรมไหน และคนในวัฒนธรรมกินอะไร หรือเปลี่ยนไปกินอะไร แต่ที่รู้อย่างหนึ่งข้าวเหนียวเป็นแค่สปีชีส์ย่อยในข้าวอินดิกาเท่านั้น และสายพันธุ์ข้าวที่เก่าแก่กว่าข้าวเหนียวที่มนุษย์รู้จักนำมาเพาะปลูกและบริโภคอยู่ก่อนก็คือข้าวป่า ข้าวฟ่าง ซึ่งมีมานานกว่าข้าวเหนียวและแพร่หลายอยู่ทั่วโลก

 (ควรอ่านข้อมูลทั้งหมดจาก สวก ด้านล่างเพื่อความเข้าใจ)

พันธุ์ข้าวโบราณ 16,000 ปี ในประเทศจีน


      1.ข้าวอินดิกา (Indica) Oryza sativa หรือเอเชียไรค์ (Asian rice) เป็นข้าวที่มีลักษณะเม็ดเรียวยาวรี ลำต้นสูง ตั้งชื่อมาจากแหล่งที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศอินเดีย  แต่ปัจจุบันค้นพบแล้วว่าหลักฐานว่ามีการปลูกข้าวเก่าสุดในประเทศจีนได้พบร่องรอยของข้าวป่าที่มีอายุถึง 16,000 ปี และข้าวที่ปลูกอายุกว่า 9,000 ปี โดยพิจารณาจากการขุดพบหลักฐานข้าวไหม้ที่ติดอยู่กับเศษภาชนะรวมทั้งเศษต้นข้าวสมัยโบราณ ที่ขุดได้จากถ้ำ 2 แห่งในหุบเขาเมืองหนานชาง ( Nanchang ) เมืองหลวงของมณฑลเจียงสี (Jianxi) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน จุดเริ่มต้นของการเพาะปลูกข้าวของมนุษย์ จากวัฒนธรรมลุงชาน ของประเทศจีน และวัฒนธรรมฮัวบิเนียนของประเทศเวียดนามบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำตอนเหนือของอินเดีย ตอนล่าง ด้านตะวันออกของเชิงเขาหิมาลัย ซึ่งการเพาะปลูกใช้วิธีการปลูกคล้ายกับการทำไร่เลื่อนลอย หลังจากนั้นวิวัฒนาการปลูกข้าวจากการทำไร่เลื่อนลอย มาเป็นการทำนาหว่าน ประมาณ 9,000 ปีก่อน และพัฒนาสู่การทำนาแบบปักดำ ซึ่งพบหลักฐานในวัฒนธรรมบ้านเชียงของไทย เมื่อราว 5,000 ปี

      ข้าวอินดิกาเป็นข้าวที่นิยมเพาะปลูกในทวีปเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย ไปจนถึงอินเดียและศรีลังกา และแพร่กระจายไปทั่งเขตอุษาอาคเนย์ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000 ทั่งเขตลุ่มน้ำอิระวดี และต่อมาแพร่ขยายเพาะปลูกในทวีปอเมริกา เฉพาะในเมืองไทย ข้าวอินดิกานิยมเพาะปลูก ในบริเวณที่ราบลุ่มตอนใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว แทนข้าวเหนียวที่เคยปลูก ซึ่งคนไทยสมัยนั้นเรียกข้าวอินดิกาที่มาจากต่างประเทศ ว่า “ข้าวของเจ้า”แล้วเรียกกันสั้นลงเหลือเพียง " ข้าวเจ้า" มาถึงทุกวันนี้

1.1 ข้าวเจ้า Oryza sativa Linn. (หลัง พ.ศ. 1,000/ 1562 ปีก่อน)

1.2 ข้าวเหนียว Oryza sativa var. glutinosa   糯米 (nuòmǐ) หรือ 秫米 (chu̍t-bí) (5,500 ปี หรือ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล)

1.3 ข้าวป่าอินเดีย Oryza nivara หรือ Oryza sativa f. spontanea 尼伐拉稻 ( Ní fá lā dào ) ตระกูลข้าวอินดิกา

1.4 ข้าวจาปอนิกา (Japonica) O. sativa subsp. japonica เป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อม กลมรี มีแหล่งกำเนิดจากทางภาคเหนือ แล้วผ่าน มาทางลุ่มแม่น้ำโขง ในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2000 หรือ 562 ปีก่อน) หลังจากนั้นลดจำนวนลงไปแพร่หลาย ในเขตอบอุ่นที่ ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย ยุโรป และอเมริกา

2.ข้าวจาวานิกา (Javanica) tropical japonica   เป็นข้าวลักษณะเมล็ดป้อมใหญ่สันนิษฐานว่า เป็นข้าวพันธุ์ผสม ระหว่าง ข้าวอินดิกาและจาปอนิกา นิยมเพาะปลูกใน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน หมู่เกาะริวกิว และญี่ปุ่น แต่ไม่ ค่อยได้รับความนิยมนักเพราะให้ผลผลิตต่ำ ประเทศต่างๆในโลกต่างก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกข้าวและวิธีการปลูกข้าวให้ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตำนานเกี่ยวกับข้าวของแต่ละชาติต่างก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

3. ข้าวป่า wild rice ข้าวป่าแคนาดา 菰属 (Gū shǔ)/ข้าวป่าเอเชีย 野生稻 (Yě shēng dào ) 

3.1 หญ้าข้าวผี Oryza rufipogon 野生稻 (Yě shēng dào ) Asian wild rice 16,000 ปี หรือ 14,000 ปีก่อนคริสตกาล

3.2 ข้าวป่า Zizania 菰属 (Gū shǔ) Canada wild rice พืชวงศ์หญ้า มีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวป่าแดนเหนือ Zizania aquatica (Northern wild rice) บ้างครั้งเรียกว่า "ข้าวอินเดีย" (India rice 5,000 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นคนละสายพันธุ์กับข้าวอาเชีย/อินดิกา และไม่พันธุ์เดียวกับข้าวป่าอินเดีย Oryza nivara หรือ Oryza sativa f. spontanea ที่แพร่หลายในอาเซียน อินเดีย และจีน 

4. ข้าวแอฟริกา Oryza glaberrima (African rice) 光稃稻 (Guāng fū dào) (3,000 ปี)

5. ข้าวบัสมะตี Basmati ซึ่งชาวอินเดียนิยมบริโภคปัจจุบันเป็น subspecies ของข้าวอินดิกา (พันธุ์พัฒนา 2011 A.D. up to present)

   😇 โดยข้าวป่าอินเดีย 尼伐拉稻 Oryza nivara และข้าวป่าเอเชีย 野生稻 Oryza rufipogon (อาจจะเป็นสายพันธุ์หญ้าข้าวผีจีนที่กินได้ มีสายพันธุ์ย่อยไปอีกคือ Oryza sativa Linnaeus subsp. rufipogon (Griffith) de Wet หรือ O. sativa var. rufipogon (Griffith) G. Watt) ) มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับบรรพบุรุษข้าวในเอเชีย ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ดังแผนภาพด้านล่าง



  ที่มาภาพ  E. A. Siddiq, L. R. Vemireddy & J. Nagaraju . Basmati Rices: Genetics, Breeding and Trade . วารสารออนไลน์ SpringeLink. เว็บไซต์  https://link.springer.com/article/10.1007/s40003-011-0011-5

😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇



      
 😇 ตามหลักความเชื่อจีน ข้าวป่าเอเชียสีออกแดง และข้าวดำ เป็นหยิน และข้าวอินดิกาที่สีขาวเป็นหยางควรผลัดเปลี่ยนกันกินเพื่อสุขภาพ แต่ปัจจุบันข้าวป่าแคนาดา Zizania 菰属 (Gū shǔ) สายพันธุ์อเมริกากำลังเข้ามาแทนที่ข้าวป่าเอเชียหรือหญ้าข้าวผีสายพันธุ์จีน O. rufipogon

   😇 หญ้าข้าวผีพันธุ์ไทย จากข้าวโบราณต้นกำเนิดของสายพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับบรรพบุรุษของข้าวปัจจุบัน กลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในประเทศ เพราะกลัวกันว่าพันธุ์ข้าวที่พัฒนาแล้วจะกลับไปผสมกับหญ้าข้าวผีซึ่งเป็นพันธุ์โบราณและด้อยกว่า จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้อยคุณภาพได้ผลผลิตน้อย และเคยถูกจัดว่าเป็นวัชพืชมีพิษตามอเมริกาที่ต้องการสิ่งเสริมการขายข้าวป่าแคนาดา Canada Rice หรือ Zizania 菰属 (Gū shǔ) 

  😇 หรืออาจจะเพราะคนยุโรปไม่มีภูมิคุ้มกันพิษจากเมล็ดพันธุ์บางอย่างในเอเชียเช่นบางคนแพ้ถั่วเหลือง แพ้ข้าวป่าเอเชีย เป็นต้น (เช่นเดียวกับคนเอเชียที่แพ้นม แพ้กุ้ง ฯลฯ) โดยที่คนไทยที่ไม่มีอาหารหลักที่ประกอบด้วยนมเหมือนฝรั่งและแขก บางคนที่เลิกกินนมไปนาน ๆ เมื่อกลับมากินนมก็ไม่มีน้ำย่อยนมกินเข้าไปจึงแพ้เป็นพิษ ในกรณีของข้าวป่าโบราณก็อาจจะเหมือนกัน ที่เป็นไปได้ว่ามนุษย์ในสมัยโบราณนั้นเขาคงจะกินกันได้ไม่มีปัญหาอะไร

   😇  แต่การศึกษาในปัจจุบันพบว่า หญ้าข้าวผี หรือข้าวป่าเอเชียสกุล O. rufipogon มียีนที่ควบคุมลักษณะความเป็นหมันของละอองเรณู อยู่ในไซโทพลาสซึม ข้าวป่าชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมในปัจจุบัน นอกจากนี้ข้าวป่ายังมีลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือการทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ เหมาะสม ในรายงานของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติกล่าวว่า ข้าวป่า O. rufipogon หรือที่คนไทยเรียกว่าหญ้าข้าวผี มีความสามารถในการยืดปล้องได้ดีและได้นำมาใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำให้ทนสภาพน้ำลึก และมีพันธุกรรมทนทานต่อความเค็มได้ดี



ภาพเมนูข้าวป่าของจีนกับนมและสับปะรด (ปัจจุบันอาจจะถูกแทนที่ด้วยข้าวป่าแคนาดาของอเมริกา)
ที่มา https://www.dephotos.cn/62437349/stock-photo-wild-rice-with-milk-and.html
    
     😇 กราบขอบพระคุณข้อมูลเกือบทั้งหมดจาก  "สวก" ARDA สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ในกำกับดูแลของกระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ และ "สทช" สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์

😇😇😇😇😇😇😇😇😇

อ้างอิง


ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

วิชาการแนวลี้ลับ กับความตายของวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์

วิชาการแนวลี้ลับ กับความตายของวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ 

 👽 ในโลกยุคปัจจุบันที่นานาชาติกำลังก้าวสู้ยุค 5.0 และใช้พลังงานสะอาดคือไฟฟ้าจากน้ำแทนน้ำมัน ในขณะที่ประเทศของเราพึ่งจะมีความมุ่งหมายที่จะเข้าสู่ยุค 4.0 อีกหลายปีข้างหน้า แต่แวดวงวิชาการของเรากลับถูกครอบงำด้วยแนวคิดชาตินิยมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939-1945 + 543 = พ.ศ.) ถอยหลังกลับไปเกือบ 80 ปีที่แล้วตามแนวคิดชาตินิยมไทยใช้ไทยผลิต (พ.ศ. 2482 -543 = ค.ศ.) แต่ก็ผลิตออกมาแล้วขายไม่ออกไง เศรษฐกิจถึงได้เป็นแบบทุกวันนี้ เพราะยุคนี้ต้องผลิตออกมาแล้วขายในนานาประเทศทั่วโลกได้แบบจีน มันถึงจะอยู่รอดได้



 👽ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะขายอะไรให้ใครไม่ได้เลย แต่สินค้าไทยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ พวกประเทศอื่นซื้อไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่แล้วก็ส่งกลับมาขายเมืองไทยแพง ๆ ทำให้ขาดดุลการค้า แล้วทำไม่คนไทยไม่สร้างสรรค์แล้วก็เอาไปขายเขาบ้าง ความจริงคนไทยสร้างสรรค์เก่งมีมาก แต่พอสร้างสรรค์ออกมาแล้วสภาพสังคมไทยกลับไม่เอื้อให้คนที่สร้างสรรค์ผลงานอยู่รอด ตั้งแต่ตอนสร้างสรรค์ผลงานออกมา ถ้าเป็นทางศิลปะก็ถูกโจมตีว่าผิดครู  ถ้าเป็นสายวิทย์ก็จะว่ามีคุณภาพจริงหรือ ของแบบนี้ต้องให้การเวลาเป็นตัวตัดสินและรอการพัฒนา ฝรั่งเองมันก็ต้องผ่านจุดนี้ไปก่อน ถ้าไม่สนับสนุนให้ทำแล้วเมื่อไหร่จะได้เกิด

    👽 พอเข้าสู่การค้าขาย ด้วยระบบน้ำร้อนน้ำชา และการจัดการที่ไม่ดี ทำให้ผลงานสร้างสรรค์หลาย ๆ ผลงานไม่มีการพัฒนาถูกนำไปขึ้นหิ้ง แช่แข็ง ถูกกล่าวหาว่าไม่มีคุณภาพใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะผลงานนั้นเมื่อผลิตออกมาอาจจะมีผลกระทบกับรายได้จากการขายของจากต่างประเทศที่แพงกว่าของคนบางกลุ่มที่มีอิทธิพลสูง (คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คิดถึงส่วนรวม และอนาคต) หรือถูกดึงไปเกี่ยวของกับการทุจริตในบางองค์กร สร้างชื่อให้เสียจนขึ้นบัญชีดำ เพราะคนไทยทำคนไทยด้วยกันง่าย ในขณะที่ฝรั่งจะมาพร้อมกับนักกฎหมาย ซึ่งพอพูดถึงเรื่องกฎหมายและความยุติธรรมกับอีกหลายเหตุปัจจัยทำให้นักคิดนักสร้างสรรค์ผลงานบางคน ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศที่มีระบบการจัดการที่ดียุติธรรมกว่า (เรียกว่าสมองไหล) ในขณะที่เยาวชนรุ่นหลังส่วนใหญ่ยังไม่ชอบไปไหนไกลไม่ชอบไปทำงานไกลบ้านอยู่

   👽 ยอมให้ผู้นำทางความคิดซึ่งปัจจุบันมักจะสร้างมายาคติขึ้นมากดหัวให้ชนชั้นรากหญ้าอยู่ใต้ชาตินิยมผิด ๆ สร้างทฤษฎีทางวิชาการประเภทพิสูจน์ไม่ได้ขึ้นมารองรับวาทกรรมของตนเองเพื่อครอบงำสังคม ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาแนวลี้ลับ เช่นพุทธองค์เป็นคนไทย กรุงกบิลพัสดุคือลพบุรีเพราะที่ลพบุรีมีลิงเยอะ หรือประวัติศาสตร์แนวลี้ลับ ยิ้มสยามมีแต่ยุคสุวรรณภูมิ (ก็เป็นผลผลิตจากแนวคิดเผด็จการชาตินิยมทั้งสิ้น)  เอ๋....ยุคนั้นเสียมล้อไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นขอมโบราณถูกเก็บส่วยน้ำ ให้ขนน้ำไปให้ทาสต่าง ๆ ที่ถูกบังคับให้สร้างปราสาทหิน หรือ? เป็นทาสเขาหน้าระรื่นแล้วจะมาเป็นไทยทำไม? นึกว่ามาเป็นไพร่ฟ้าหน้าใสเพราะเป็นเอกราชยุคสุโขทัย ???? ฯลฯ ซึ่งเรื่องของผมที่ว่ามาก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกันกับทฤษฎีนั้นแหละเพราะมันนานนมกาเลจนไม่เหลือหลักฐานใดแล้ว ผู้ใหญ่บางคนจึงเอากลับมาผลิตซ้ำเป็นวาทกรรมทางสังคมเพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้พูดไปก็ไม่ผิดเพราะพิสูจน์ไม่ได้ เพราะไม่มีประจักษ์พยาน แต่ความจริงมันมีพยานแวดล้อม



   👽 เพราะนอกจากหลักฐานแวดล้อมเกี่ยวกับเสียมล้อ หลักฐานเกี่ยวกับพุทธเจ้าที่มีอยู่ในอาเซียน และอินเดีย เช่นเดียวกับอุปกรณ์ดนตรีทั่วโลก ของมนุษยชาติมันก็คล้าย ๆ กัน และดนตรีเป็นสากลทั่วโลก แต่เรากลับไม่สนใจศึกษา ถ้าเราจะไม่ละอายแก่ใจบอกว่าเป็นของเราเท่านั้น เพราะมนุษย์มีมือ ตา หู จมูก ปากเหมือนกัน ก็จะยอมคิดอะไรและทำอะไรคล้าย ๆ กัน ก็ไม่เป็นไรที่เราจะว่าเราคิดของเราได้เอง แต่บังเอิญว่าสิ่งที่เราคิดได้เองนั้น บางอย่างที่เหมือนกันมีในต่างประเทศและอารยธรรมอื่นที่เขาก็คิดได้เหมือนกัน แต่อาจจะคิดได้ก่อน ซับซอน มีหลักการ และดีกว่าเท่านั้น ดังนั้นคำว่าไม่มีในสังคมวิชาการของไทยปัจจุบันส่วนใหญ่ในหลายกรณีจึงหมายความว่ายังไม่มีใครกล้าเข้าไปศึกษา ไม่มีความรู้พอ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอยู่จริง



   👽ซึ่งถ้าเราจะเปิดหูปิดตาว่าของเราดีแล้วของคนอื่นไม่ดีก็ไม่เป็นไร กาลเวลาเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นมีใครสืบทอดและมันอยู่ในสายเลือดของเราจริงไหม?  หรือมันกำลังสูญหายไปเพราะการหยุดอยู่กับที่ไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมารับใช้สังคม เพราะการหยุดกับที่คือความตายของประเพณีและวัฒนธรรม คนไทยหลาย ๆ คนอาจจะไม่เข้าใจว่าการอนุรักษ์นั้นก็สำคัญ แต่การสร้างสรรค์และสืบทอดในยุคปัจจุบันนี้สำคัญกว่า

    👽 หรือเราจะยินดีว่าลูกหลานในอนาคตของเราที่ถูกปิดหูปิดตาปิดกั้นทางความคิดนั้น จะเป็นที่ชื่นชมกับนานาประเทศที่มาคบหาด้วยเพราะมีโลกทัศน์แคบและโง่ดี มากกว่าการที่ลูกหลานในอนาคตของพวกเรามีนานาประเทศมาคบหาด้วยเพราะรู้ทันโลก และพวกเขาคบหาด้วยเพราะเห็นว่าฉลาดและเท่าเทียมกันละ ????

      👽 นั้นก็น่าจะมาเป็นผลมาจากวันนี้ว่าผู้ใหญ่ในวันนี้จะเป็นครูแบบครูขององคุลีมาล ที่แนะนำสิ่งผิด ๆ ครอบงำลูกศิษย์ไว้เพื่อฆ่าลูกศิษย์ หรือผู้ใหญ่ในวันนี้จะเป็นครูของพระพุทธเจ้า อย่างอาฬารดาบสและอุทกดาบส ที่ชี้นำแนวทางให้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองในอนาคต ด้วยการเรียนรู้อย่างอิสระและแท้จริง

     👽 สำหรับผมเองก็คงแต่ทำได้แค่เตือนเยาวชนรุ่นหลัง รุ่นลูกรุ่นหลาน และรุ่นน้อง ๆ ว่า  อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ แม้ผู้ที่น่าเชื่อที่สุดจะเป็นผู้พูด  และแม้แต่ผมเองพูดก็อย่าพึ่งเชื่อ จงใช้หลักกาลามสูตรในการเชื่อกับผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองวันนี้ให้มาก ๆ ระวังจะเจอครูแบบขององคุลีมาลที่พยายามใช้ทฤษฎีวิชาการแนวลี้ลับครอบงำและสิงสู่พวกท่านอยู่ เยาวชนรุ่นใหม่ควรมีความคิดเป็นของตนเองดีที่สุด และสามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ



ปล. จงใช้หลักกาลามสูตรเป็นข้าวสารเสกขับไล่อวิชาพวกนั้นไปจากหัวของตน และแนะให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ใช่ก้าวร้าวนะ

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ราศีปีศาจที่ 66 กิมารีส (อัศวินแห่งความมืด) สำหรับผู้ที่เกิด 15-19 ก.พ.

     กิมารีส ราศีปีศาจสำหรับผู้ที่เกิด 15-19 ก.พ.

Demon knight on horse


    😈  กิมาริส Kimaris   (อาจจะสะกดเป็น Cimeies, Cimejes หรือ Cimeries) คือพญามารผู้เป็นอัศวินแห่งความมืดจะปรากฏฐานะนักรบที่เก่งกาจในการขี่ม้าสีดำและมีความสามารถในการค้นหาสมบัติที่สูญหายหรือซ่อนเร้น สามารถให้ความรู้เกี่ยวกับไวยากรณ์ ตรรกะ และวาทศาสตร์ และทำให้มนุษย์กลายเป็นนักรบตามความต้องการของผู้เรียก กิมาริสเป็นพญามาผู้ควบคุมกองทัพปีศาจและภูตผี 20 กองพล และเป็นพญามารตนที่ 66 ของพระเจ้าสุลัยมาน


ภาพ ดวงตราอัศวินแห่งความมืด กิมารีส
ที่มา https://bookofsymbols.wordpress.com/2018/05/26/seals-of-demons/

   😈 ในบางตำนานกล่าวว่าพญามารกิมาริส Kimaris คือ ซิเมอัส Cimeies, ซิเมียชซ์ Cimejes หรือ ซิเมเรียส Cimeries เป็นเทวทูตตกสวรรค์มาก่อน และเป็นที่ยอมรับกันว่ากิมาริส kimaris  คือเทพแห่งแสงสว่างผู้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอัศวินแห่งความมืด โดยกิมาริสมีที่มาจากเทพเขปรี Khepri ของอียิปต์ (Khepera, Kheper, Khepra, Chepri ก็ว่า) เป็นด้วงสวรรค์ผู้เป็นตัวแทนแห่งความเพียรและพระอาทิตย์ขึ้นเป็นอวตารของสุริยเทพรา (Ra/Re) 

Khepri god head


    😈 โดยด้วงสวรรค์ของอียิปต์นั้นมีที่มาจากแมงกลิ้งขี้ของอียิปต์ เพราะชาวอียิปต์เห็นความเพียรของวัฏจักรชีวิตของแมงกลิ้งขี้จึงยกย่องแมงกลิ้งขี้ว่าเป็นสัญลักษณ์ความพยายามนำมาทำเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ และพอความนิยมถึงขีดสุดก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า และพระเจ้าของอียิปต์ในทีสุด
Original Scarabs from Egyptian dung beetle

Scarabs ornament

     😈 จากเทพด้วงสวรรค์แห่งอาทิตย์ขึ้นของอียิปต์ khepri กลายเป็นอัศวินแห่งความมืด kimaris ในพญามาร 72 ตนของโซโลมอนที่เปลี่ยนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมจากหน้ามือเป็นหลังตีนเลย เพราะปีศาจต้องเป็นความมืด และเทพต้องเป็นแสงสว่าง แต่การที่ว่า kimaris เป็นพญามารทรงม้า ม้าก็เป็นสัญลักษณ์ของสุริยเทพของกรีกโบราณ และเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานหนัก ความเพียร และอำนาจในสงครามด้วย นอกจากนี้ในยุคหลังยังมีการเชื่อมโยง kimaris ว่าเป็นพญามารแห่งแอฟริกา และเป็นกาฬอาชาทูตแห่ง จุตรอาชาทูตในวันสิ้นโลกตามความเชื่อในไบเบิลของชาวคริสต์ด้วย จึงเป็นนัยที่ยอมรับกันว่า kimaris คือเทพอียิปต์หรือจากแอฟริกา (khepri ) ที่ถูกเปลี่ยนเป็นปีศาจ

ภาพ เขปรี เทพด้วงสวรรค์อียิปต์
ที่มา https://aminoapps.com/c/paranormal/page/blog/khepri-god-of-creation/lX7Z_bKGsQugXrjM1ddbLqXaYrgqBGJVVVe

   😈 ภาพลักษณ์ของอัศวินดำขี้ม้าดำ อาจจะได้มาจากความเชื่อเรื่องวิญญาณและปีศาจอัศวินที่ชั่วร้ายซึ่งได้ตายในสงครามอย่างเช่น นักรบชาวโรมันที่บุกอียิปต์ นักฆ่าแอสซาซิน  (Assassins) อัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) เคยรบเพื่อคริสตจักรแต่ภายหลังด้วยความไม่ไว้ใจของกษัตริย์และศาสนจักรในขุมกำลังของอัศวินเหล่านั้นจึงถูกกวาดล้าง โดยใช้เรื่องพ่อมดแม่มด และซาตานเข้ามาเป็นข้ออ้าง ซึ่งไม่ใช่แค่เทพโบราณที่ถูกเหยียดว่าเป็นปีศาจ แต่บุคคลในประวัติศาสตร์ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เป็นปรปักษ์กับศาสนาใด ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมก็จะถูกเหยียดว่าเป็นพวกมารนอกรีตเช่นกัน เพราะศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหนึ่งที่เคยไม่ยอมรับหลักวิทยาศาสตร์ที่ว่าโลกกลมและทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ที่ขัดกับเทวตำนานของตนมาก่อน แต่ในสมัยต่อมานนมนานกาเลกว่าจะท้ายที่สุดแล้วก็ขัดกับกระแสสังคมและความจริงในโลกปัจจุบันของวิทยาศาสตร์ไม่ไหว ปัจจุบันถึงพยายามเอาวิทยาศาสตร์มาจับ..เอามาอธิบายตำนานที่เคยขัดแย้งไม่ให้ขัดแย้งตามทฤษฏีต่าง ๆ เช่น โลกคู่ขนาน พหุภพ ฯลฯ แทนบ้าง (ที่แถกันได้ก็แถกันไป ส่วนเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ก็ให้เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ไป) โดยก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ศาสดาพยากรณ์ นักปราชญ์ แพทย์แผนโบราณ ฯ ทั้งคนดีและไม่ดี ทั้งชายหญิงก็ถูกใส่ความว่าเป็นพ่อมดแม่มดโดยมากแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเมืองท้องถิ่นที่ศาสนจักรของชาวคริสต์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใด ๆ เลยก็ตามแต่คนมากมายในยุคกลางก็ตายภายใต้ความผิดที่ตนไม่เคยกระทำ และการอ้างนามพระเจ้าของคนชั่ว หรือหากินกับผู้หลงงมงาย

The Messenger: The Story of Joan of Arc , French film 1999


     😈 ความจริงผู้เขียนก็ไม่มีอคติใด ๆ กับคริสตศาสนาปัจจุบันที่พัฒนาแล้วเป็นศาสนาหนึ่งในสี่ที่ชาวโลกนับถือมากที่สุด เพียงแต่ผู้เขียนเป็นคนนอกที่อาจจะมองประวัติศาสตร์ตามความเป็นจริงด้วยใจเป็นกลางมากกว่าคนในที่ไม่ชอบให้ใครวิพากษ์วิจารณ์อัตตาของตนเองที่คิดว่าตนรู้จักสิ่งที่เป็นของตนที่สุด แต่ก็เลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องไม่ดีในเอดีตของตนเอง แต่กลับชอบวิพากษ์ศาสนาอื่นว่าเป็นศาสนา พิธีกรรม และความเชื่อของซาตาน ซึ่งตำรากุญแจย่อยของโซโลมอน ที่กล่าวถึง 72 ปีศาจ ถ้านำมาศึกษาแล้วอย่างลึกซึ้งในด้านวรรณกรรมวิจารณ์ เทววิทยา และสังคมเปรียบเทียบ โดยไม่กล่าวถึงความเชื่อเรื่องเวทมนต์คาถางมงายที่ส่วนใหญ่น่าจะถูกใส่เข้าไปภายหลังหรือแต่งเติม ตำรานี้จะเป็นหลักฐานในเรื่องนี้ที่ตกทอดมาจากในอดีตได้ด้วย บางที่ถ้าพวกคริสต์มาอ่านบทความนี้ของผู้เขียน ผู้เขียนคงโดนกล่าวหาว่าเป็นพวกซาตานไปแล้ว แต่ถ้าผู้เขียนมีอำนาจแบบซาตานจริงก็ดีจะได้ขอสงบศึกกับพระเจ้า และขอให้พระองค์บันดาลให้สรรพสัตว์ในวัฏสารทั้งมวลพ้นจากความทุกข์ยาก ความยากจน ภัยจากสงครามการฆ่าและทำร้ายกันเองของมวลมนุษย์ และภัยธรรมชาติ ขอให้ทุก ๆ ที่บนสหโลกธาตุมีแต่ความผาสุข ถ้าแลกให้ผู้เขียนตายในวันพรุ่งเลย กับเห็นสงครามโลกและความพินาศของมนุษยชาติผู้เขียนเลือกตายไปในวันพรุ่งนี้เลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องรับรู้ความจริงที่โหดร้ายของมนุษย์

Thor, USA film 2011


   😈 ย้อนกลับมากล่าวถึงภาพลักษณ์อัศวินแห่งความมืดของ กิมาริส ที่ถูกเสริมเติมแต่งขึ้นในภายหลังให้มีด้านตรงข้ามที่เป็นเหมือนวัตถุกับเงา คือภาพลักษณ์ของเทพทรงม้า และอัศวินต่าง ๆ ในตำนานที่ขี่ม้าขาวออกมาช่วยชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นสุริยเทพของกรีกอะพอลโล เทพโอดีนที่ทรงม้าซึ่งเป็นลูกของโลกิ  อัศวินเทพแห่งม้า และสุริยเทพของฮินดู ร่วมไปถึงนักรบโรมัน และอัสซิเรียน (assyrian) แห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย หรือในยุคหลังชาวมงโกลที่เคยปกครองจีนก็มีการรู้จักการใช้ม้าในการรบ แต่แต่พวกเซนเทอร์ (centaur) กิมปุรุษ (Kimpurusha) อมนุษย์ของอินเดียที่ท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นม้าก็เชื่อว่าจินตนาการมาจากพวกนักรบโบราณที่รู้จักการขี่ม้าเช่นเดียวกับวีรบุรุษเปอรซีอุส (perseus) ขี่ม้าบินเบกาซัส (pegasus เกิดมาจากหยดเลือดของเมดูซ่า วีรบุรุษที่เคยขี่มันในตำนานคือ Bellerphon ใช้ฆ่าสัตว์อสูร Chimera และ Perseus ปราบอสูรทะเล Cetus เพื่อช่วยเจ้าหญิง Andromeda) ก็ตัวแทนแห่งความหวังและความสว่างในแบบยุโรป มากกว่าแมงกลิ้งขี้ของอียิปต์ ดังนั้นภาพลักษณ์ของเทพแห่งแสงสว่างแห่งความหวังทางยุโรปจึงเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาว เมื่อด้วงสวรรค์หรือแมงกลิ้งขี้อียิปต์โดนเหยียดเป็นปีศาจจึงต้องเป็นด้านตรงข้ามดังกล่าวจึงกลายเป็นปีศาจหรืออัศวินดำขี่ม้าดำ คงจะดีกว่าแมงกลิ้งขี้เหมือนเดิม เพราะชัดเจนกว่าอยู่ตรงข้ามกับความสว่างที่เป็นคุณสมบัติของตนแต่เดิมซึ่งชาวยุโรปเข้าใจได้ง่ายกว่า แมงกลิ้งขี้เป็นแน่

Twin contrast


😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇
      
     
มานาเคลเทวทูตสวรค์สำหรับผู้ที่เกิด 15-19 ก.พ.


😇 มานาเคล Manakel เป็นเทวทูตสวรรค์แห่งการรู้ดีและรู้ชั่ว พระองค์นำความมั่นคงความสามัคคีและความมั่นใจมาสู่ชีวิตของมนุษย์ มานาเคลเป็นเทวทูตสวรรค์ที่มนุษย์ควรสวดอ้อนวอนเมื่อมนุษย์มีความกลัว พระองค์นำทางมวลมนุษย์ผ่านความกลัวของตนเอง ช่วยให้เราทุกคนเข้าใจและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ มานาเคล Manakel เทวทูตสวรรค์สามารถช่วยมวลมนุษย์สร้างชีวิตที่สวยงามที่สมควรได้รับ เทวทูตสวรรค์ที่น่าอัศจรรย์พระองค์นี้เติมเต็มเราด้วยคุณสมบัติที่ดี เช่น คุณธรรม ความดี วิจารณญาณและความเมตตา มานาเคล เทวทูตสวรรค์จะช่วยให้เราเข้าใจตัวตนของเราและเรียนรู้วิธีการปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของพวกเราซึ่งฝังลึกอยู่ภายในตัวตนข้างใน หากใครกำลังมองหาจิตวิญญาณทูตสวรรค์แห่งความรู้ดีและความชั่วซึ่งสามารถช่วยให้มนุษย์นั้นนำความศักยภาพของร่างกายและพลังแห่งจิตวิญญาณ มานาเคลเทวทูตสววรค์คือผู้ที่ควรถูกระลึกถึง และมานาเคลเทวทูตสวรรค์ยังรับผิดชอบต่อการผักดันความฝันและสัญชาตญาณมนุษย์ในด้านที่ดี


ภาพ Guardian Angel Manakel
ที่มา https://spiritualexperience.eu/guardian-angel-manakel/


😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇
All beetle demon in anime and movies


Starship Troopers1 USA film 1997


Starship Troopers1 USA film 1997



the Mummy 1, USA film 1999


the Mummy 1, USA film 1999


the Mummy 1, USA film 1999

1993-2014 Power Rangers

2006-2016 the blue beetle character in young justice USA comic

2006-2016 the blue beetle character in young justice USA comic


2001-2017 the samurai jack, USA comic

1997 up to present, Pokemon , Japanese anime

1997 up to present, Naruto and Boruto, Japanese anime

1997 up to present: one piece , Japanese anime


👹👹👹👹👹

All black  knight in anime and movies


2001 lord of the ring 1 The Fellowship of the ring, USA film

2001 lord of the ring 1 The Fellowship of the ring, USA film

1992 up to present , Berserk (manga)



2015-2017 Gundam kimaris, Japanese anime 


👹👹👹👹👹👹


poikkaal kuthirai aatam, Tamil folk dancing on disguised horse

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ราศีปีศาจที่ 65 แอนเดรียลฟัส 10-14 ก.พ.


ราศีปีศาจที่ 65 แอนเดรียลฟัสประจำวันที่ 10-14 ก.พ.

Andrealphus in peacock form

      😈 แอรเดรียลฟัส Andrealphus ในฐานะพญามารแห่งความรู้ ผู้คุมกองทัพผีและปีศาจ 30 กองพล แอนเดรียลฟัสจะปรากฏตัวเป็นนกยูงและส่งเสียงดัง ก่อนที่จะปรากฏในร่างมนุษย์ โดยมีอำนาจในการให้ความรู้เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิต การวัด การเจรจาต่อรอง และดาราศาสตร์ ชื่อว่าพญามารตนนี้สามารถเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายร่างเป็นนกได้

ภาพ ดวงตรามารแห่งแอนเดรียลฟัส


Peacock and devil eyes

     😈  การทำให้คนกลายเป็นนกคงหมายถึงการทำให้บินได้ทำให้นึก วิทยาธรบางจำพวกในวรรณคดีสันสกฤตที่กล่าวว่า "มีวิทยาธรบางจำพวกสามารถประดิษฐ์ปีกใส่แล้วบินไปได้ในอากาศ บางจำพวกก็อาศัยของวิเศษ และเวทมนต์ต่าง ๆ เป็นต้น"


   😈 ตรงนี้ในตำนานกรีกเรื่องปีกขี้ผึ้งของ อิคารัส Icarus ลูกชายของเดดาลัส Dedalus ; ที่คล้ายกับเรื่องลูกพญาครุฑสดายุ และพี่ชายสัมพาที บินเข้าหาดวงอาทิตย์ แต่สิ่งเหล่านี้คงกลายเป็นอำนาจของปีศาจ ความอิจฉาของมนุษย์ที่มีต่อนก หรือความฝันไร้สาระจนกว่าจะถึงยุคที่คนคิดเครื่องบินได้จริง

Wright brothers 1903

    😈 ย้อนกลับถึงเรื่องนกยูง นกยูงเป็นสัตว์ที่สวยงาม ดุร้าย จึงเป็นสัญลักษณ์ความงาม แห่งความหยิ่งยโสเช่นเดียวกัน ซึ่งในตำนานที่เก่าแก่ต่างก็มักจะมีการผูกเรื่องที่เกี่ยวกับนกยูงไว้กับเทวดา และปีศาจเสมอ

ภาพ กลุ่มดาวนกยูง (pavo the peacock constellation)

   😈 ตำนานดาวนกยูงคือ อาร์กอส (Argos/ Argus ชื่อเดียวกับยักษ์พันตายามเฝ้าสวนและรักษาวัวของเฮร่า) แต่ผู้นี้คือช่างต่อเรืออาร์โกให้เจสันเดินทางไปหาขนแกะทองคำได้เปลี่ยนร่างเป็นนกยูงหลังความตายด้วยความช่วยเหลือของราชินีสวรรค์เฮร่า (เทพีจูโนของโรมัน) เพื่อบินตามไปดูเรือที่เขาสร้างก่อนที่จะบินขึ้นสวรรค์ไปกลายเป็นกลุ่มดาวนกยูง ซึ่งจากกลุ่มดาวนกยูงตัวเดียวแล้ว ยังมีนกยูงแฝดด้วยนั้นคือกลุ่มดาวคนคู่หรือราศีเมถุนนั้น ก็ถูกชาวอาหรับโบราณมองเป็นนกยูงคู่เช่นกัน


ภาพ เทพเมเลก เตาส (Melek Taus) นกยูงของชาวยาซิดิส

       😈 เชื่อว่าการนับถือเทพโบราณเช่นเทพเมเลก เตาส (Melek Taus) ของชาวยาซิดิส (Yazidis) (ตอนเหนือของอีรัก ซีเรีย และตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี) อาจจะเป็นเหตุให้มีการนำนกยูงมาเป็นปีศาจใน 72 ตนของพระเจ้าสุลัยมาน

Kujaku spirit

     😇 แต่ตำนานที่กล่าวถึงนกยูงในฐานะสัตว์แห่งเทพเจ้าก็ปรากฏในตำนานกรีกโบราณคือ นกยูงของราชินีสวรรค์เฮร่า ผู้เป็นมเหสีเอกของเทพซูส เทพสูงสุดแห่งอารยธรรมกรีกโรมัน (โรมันเรียกจูปีเตอร์ว่าเป็นดาวพฤหัสบดี) ในตำนานกรีกกล่าวว่า ครั้งหนึ่งซูสเล่นชู้กับนางไอโอ (Io) ธิดากษัตริย์อินาคัส (Inachus) แห่งเมืองอาร์กอส (Argos) นางไอโอเคยเป็นสาวกของเทพีเฮรา และเป็นชายาลับคนหนึ่งของซีอุส ผู้ถูกซีอุสเปลี่ยนให้เป็นวัวทันทีก่อนที่เฮรา ชายาเอกของซีอุส และราชินีสวรรค์จะจับได้ว่าซีอุสเล่นชู้กับนางไอโอในก้อนเมฆชั่วเวลาเสี้ยววินาที แต่ด้วยความฉลาดเทพีเฮราจึงขอแม่วัวตัวนั้นไป และให้ยักษ์พันตา อาร์กัส (Argus) เฝ้าไว้ ทำให้นางไอโอผู้เคยเป็นสาวงามต้องทุกข์ทรมานในร่างของแม่วัว ซีอุส (ดาวพฤหัสบดี) จึงไปขอความช่วยเหลือจากฮาร์เมส Hermes หรือเมอคิวรี่ Mercury เทพแห่งการสื่อสาร (ดาวพุธ) เทพเมอคิวรี่จึงไปหาอาร์กัส และพูด ๆ เรื่องน่าเบื่อจนดวงตาทั้งพันของยักษ์พันตาอาร์กัสค่อยหลับลงหมดและอาร์กัสก็ได้ตายไปในเวลานั้นด้วยเพราะความเบื่อหน่ายเรื่องราวที่ได้ฟังจากเทพเมอร์คิวรี่ แล้วเทพเมอร์คิวรี่ก็ปล่อยให้นางไอโอในร่างวัวหนีไป นางไอโอจึงวิ่งหนีไปถึงอียิปต์ และซีอุสจึงกลับคืนร่างให้นางเป็นมนุษย์แล้วนางจึงให้กำเนิดบุตรชายคนเดียวที่นั้นคือ  อีปาพุส Epaphus (บรรพบุรุษของนางยูโรป้า และเปอร์ซีอุส Perseus) ฝ่ายเทพีเฮราโกรธเทพเมอร์คิวรี่มากจึงขอให้เทวสภาลงโทษเทพเมอร์คิวรี่ แต่เทพเมอร์คิวรี่ก็อ้างว่าการทำให้คนเบื่อจนตายจะถือเป็นความผิดได้อย่างไรจึงรอดตนไป หลังจากนั้นเฮราจึงเอาตาทั้งพันของยักษ์อาร์กัสประดับหางของนกยูง นกประจำตนจึงกลายเป็นแววมยุราของนกยูงในปัจจุบัน 
    😈 นอกจากนี้ก็มีเรื่องเล่าว่า อาร์กอส (Argus/Argos) ซื่อเดียวกับยักษ์พันตาของเฮร่า แต่อาร์กอสนี้เป็นคนซึ่งเป็นผู้ต่อเรืออาร์โก เพื่อให้เจสันใช้เดินทางไปหาขนแกะทองคำ แต่ต่อมาเขาได้ตาย และได้วิญญาณได้เข้าไปสิงร่างนกยูงเพื่อติดตามเรือที่เขาสร้างขึ้น (ดึงใหญ่เกี่ยวกับนกยูงจนได้)

  😈  เนื่องจากนกยูงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ราชินีสวรรค์เฮร่า บ้างครั้งชาวกรีกก็ถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ เทียบเท่ากับนกฟินิกซ์ (Phoenix แสดงว่าภาพลักษณ์ของนกฟินิกซ์ จากนกกระสาอียิปต์ก็กลายมาว่าใกล้เคียงกับนกยูงในกรีกนี้เอง) 

ภาพ นกยูงศักดิ์สิทธิ์ในคริสตศาสนาบางนิกาย (กลุ่มดาวนกยูงคู่ของอาหรับโบราณ Gemini)


   😈 นอกจากนี้นกยูงยังเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าสำหรับชาวคริสต์ในยุคหลังพระเจ้าสุลัยมาน ซึ่งเชื่อว่าแววมยุราบนขนหางของนกยูงเป็นเหมือนพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้าที่สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ภาพของนกยูงคู่ (กลุ่มดาวราศีเมถุนคติอาหรับโบราณ) ที่กำลังดื่มน้ำจากแจกันถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการดื่มน้ำแห่งชีวิตนิรันดร์ และแววมยุราบนขนหางนกยูงจึงถูกใช้แทนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า ดังนั้นนกยูงจึงเป็นสัญลักษณ์ของการศึกษา และชีวิตนิรันดร์ในคริสตศาสนาโบราณบางนิกาย ในขณะที่อารยธรรมบาบิโลเนียน และเปอร์เซีย นกยูงคือสัญลักษณ์ในการพิทักษ์ปกป้องราชวงค์ของกษัตริย์ (ราชวงศ์โมริยะ อินเดีย?)


Hera godress in Siant Seiya Japan Anime

   😈 ในอินเดียนกยูงสัตว์ดุร้ายได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนาคศัตรูคือ ครุฑ (อินทรีทอง) สิงห์ (สิงโตอินเดีย) และนกยูง เพราะนกยูงอินเดียตัวใหญ่และดุมากขนาดฆ่างูจงอางอินเดียเอาไปกินเป็นอาหารได้ โดยในตำนานอินเดียก็กล่าวนกยูงเกิดจากอสูรแต่ต่อมาได้กลายเป็นพาหนะของพระขันธกุมาร โดยตำนานในสกันธบุราณะสำนวนอินเดียใต้ได้กล่าวว่า หลังจากพระมุรุคา หรือพระขันธกุมาสังหาร ศูรปัทมา อสูรร่างของอสูรได้แบ่งเป็นสองส่วนส่วนหนึ่งกลายเป็น นกยูง และอีกส่วนกลายเป็นไก่ พระมุรุคาใช้นกยูงเป็นพาหนะส่วนไก่เป็นธงสัญลักษณ์ ส่วนในพรหมัณฑมหาปุราณะว่าเมื่อพระขันธกุมารจะไปสู้กับตารกาสูรพระนารายณ์ให้ครุฑมอบบุตรของตนคือ นกยูงและไก่เป็นพาหนะแก่พระขันธกุมาร ส่วนธงได้รับการมอบจากพระวายุ (ตำนานในสกันธปุราณะสำนวนใต้จะเป็นที่นิยมกว่า)

Skanda Kumar & Peacock

   😈 พระสรัสวดีเดิมคือแม่น้ำสายสำคัญของชาวอารยันในอินเดียแต่ปัจจุบันแห่งหายไป แต่ปัจจุบันยังได้รับการบูชาว่าคือชายาของพระพรหมซึ่งบางตำนานว่าคือพระนางคายตรี (ชื่อบทมนต์สำคัญในพระเวท) แต่บางตำนานก็ว่าเป็นคนละองค์กัน ดังนั้นในนาฏกรรมการแสดงบ้างครั้งเพลงจะร้องเกี่ยวกับชายาทั้งสามของพรหมคือนางสรัสวดี นางคายตรี และนางสาวิตรี (คนละคนกับภรรยาสัตยวาน ชื่อโหล) ดังในการสวดสรรเสริญคณะเทพประจำทิศต่าง ๆ ตามความเชื่อเรื่องวาสตุ (ฮวงจุ้ยแบบอินเดีย) ในเพลงชุดการแสดงนวศานติ ในเพลงพรหมศานติ (พระพรหมเป็นเทพศูนย์กลางของทิศทั้งแปด) กลับสวดทั้งสามพระนามของแต่ละชายาเหมือนเป็นคนละองค์ อาจจะเพราะมีตำนานที่กล่าวว่า สมัยที่จะทำพิธีในสวรรค์ แต่นางสรัสวดีแต่งตัวมาช้า พระพรหมจึงให้หญิงสาวใช้ผู้ภักดีตนหนึ่งแต่งตัวมาเข้าพิธีแทน สาวคนนั้นคือนางคายตรี และนับแต่นั้นมานางก็ได้ชื่อว่าเป็นชายาคนหนึ่งพระพรหม ซึ่งบางตำนานก็ว่านางคายตรีเป็นตนเดียวกับนางสาวิตรี 

   😈 อย่างไรก็ตามนกยูงและหงส์เป็นพาหนะของสรัสวดี ส่วนคายตรีโดยมากจะทรงหงส์ เนื่องจากเจ้าแม่แห่งความรู้ทรงนกยูงนกยูงจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาด้วย แต่เนื่องจากนกยูงนั้นสวยงามนกยูงจึงเป็นสัญลักษณ์ความงามด้วยเช่นกัน

Saraswati Hindu godress & peacock

   😈 พระกฤษณะก็เป็นเทพอีกตนผู้ชอบเอาขนนกยูงมาประดับเศียรเป็นปิ่นจนได้เชื่อว่าเป็นเทพแห่งนกยูง วัว และคนเลี้ยงวัว เป็นต้น 

Lord Krishna & peacock's feather

  😈 ซึ่งแม้ว่านกยูงจะเป็นสัญลักษญ์ความรู้และความงาม นกยูงยังเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งและอัตตาอีกด้วย ดังเช่นนางสุชาดาชายาพระอินทร์สมัยชาติที่เป็นมนุษย์เป็นชายาของมฆวานบัณฑิต โดยมัฆวานบัณฑิตเป็นเศรษฐีได้ชวนเพื่อน 33 คนให้ทำสาธารณะประโยชน์ (หนึ่งในนั้นมีเทพแห่งปัญญา พระทักษะประชาบดีด้วย) แต่นางสุชาดาคิดว่าตนเป็นภรรยาหลวงเมื่อสามีทำอะไรเธอก็ต้องได้วัน ๆ จึงเอาแต่แต่งตัว ดังนั้นเมื่อตายไป มฆวานบัณฑิต และชายารองอีกสามคือ สุธรรมา สุนันทา สุจิตรา กับเพื่อนอีก 33 จึงไปเกิดเสวยสุขชั้นดาวดึงส์ ส่วนนางสุชาดาเพียงผู้เดียวไปเกิดเป็นนกยูงในป่าหิมพานต์ มฆวานบัณฑิตซึ่งได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์จึงต้องลงมาสอนให้รักษาศีลสิ้นกรรมไปเกิดเป็นมนุษย์อยู่หลายสิบชาติแต่บารมีก็ไม่มากพอจะไปเป็นชายาบนสวรรค์ของอินทร์ จนชาติสุดท้ายเกิดเป็นธิดาอสูรเวปจิตติ พระอินทร์รู้ว่ามีบารมีพอแล้ววันสยุมพรให้นางสุชาดาเลิกคู่ จึงแปลงเป็นอสูรชรามาให้นางเลิกด้วยบุพเพสันนิวาส นางจึงเลือกพระอินทร์ และพระอินทร์ก็อุ้มนางมาเป็นมเหสีคนที่สี่แต่ใหญ่กว่ามเหสีอื่นใส่ตำแหน่งอินทราณี 

    😈 ในรามเกียรติไทยบางสำนวนโยงว่าที่เมฆนาถมารบกับพระอินทร์เพราะจะมาขอนางสุชาดา แต่พระอินทร์มาลักไปก่อนจึงตามมารบพร้อมกับกองทัพท้าวเวปจิตติ แต่พอชนะเก็บของวิเศษของพระอินทร์ได้แล้วก็ไม่ติดใจไปเอานางคืนมา เพราะดีใจที่ได้ชื่อใหม่ว่า "อินทรชิต"

    😈 เชื่อว่านางสุชาดาเป็นตนเดียวกับ ศจีชายาพระอินทร์ เพราะครั้งหนึ่งพญาอสูรเวปจิตติช่วยชยันตะบุตรพระอินทร์และนางศจีไว้ในสงครามเพราะเห็นว่าเป็นหลาน แสดงว่าศจีคือสุชาดาที่มีพ่อเป็นอสูรเวปจิตติ

      😈 โดยในปุราณะของอินเดียก็มีเรื่องเล่าที่นางอุมาเทวีถูกศืวะพิโรธถูกสาปเป็นนกยูง เมื่อบำเพ็ญบารมีบูชาจนศิวะพอใจก็จึงได้พ้นสาปกลับคืนเป็นชายาพระศิวะใหม่ซึ่งเป็นตำนานท้องถิ่นของวัดสำคัญในอินเดียใต้เช่นที่ไมลาโปร และกาญจีบุรัมเป็นต้น (เป็นจุดเชื่อมต่อที่แสดงการซ้อนทับกันระหว่างพระอินทร์เทพสูงสุดในพระเวท กับพระศิวะเทพสูงสุดในไศวะนิกาย)

  😈 แต่ที่น่าสนใจคืออิทธิพลของสัญญะต่าง ๆ ของฮินดูที่เดินทางสู่พุทธศาสนา ที่ผสมผสานกับแนวคิดเรื่องธรรมชาติพุทธะ (ของมหายาน) และมารดาแห่งสรรพชีวิต (อาทิปราศักติ์ของตันตระ +มารดาแห่งเต๋าของจีน) ทำให้เกิดการเปลี่ยนพระโพธิสัตว์เพศชายเป็นหญิง โดยอาจอ้างเรื่องที่พุทธมารดาเทพบุตรจากสวรรค์ชั้นดุสิตแปลงเป็นสตรีเพศมาเฝ้าพุทธเจ้าในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อสร้างความสนิทสนมตามประสาโลก แต่พุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วเข้าใจและทูลขอให้คืนร่างเป็นเทพบุตร พุทธศาสนามหายานจึงเอาตรงนี้เป็นมูลเหตุว่าพระโพธิสัตว์สามารถจำแลงร่างเป็นสตรีได้ถ้าจะใช้เป็นกุศโลบายในการโปรดสรรพสัตว์ตามสมควร เพื่อเรียกศรัทธาจากสตรีเพศที่อาจจะใจกว้างทำบุญได้ง่ายกว่าบุรุษซึ่งอาจจะนิยมเต๋า และขงจือที่ให้อำนาจชายเป็นใหญ่กว่าพุทธ และมีเรื่องตันตระแบบจีนเกี่ยวข้อง (หมายถึงความเชื่อเรื่องการขโมยธาตุหยางจากคู่เสพสังวาสเพื่อให้ได้เป็นเซียน ดังปรากฏในเรื่อง "ไคเภ็ก")

ภาพ มหามยุรีวิทยาราชามหาธารณี 

     😈 มหามยุรีหรือมหามยุรีวิทยาราชามหาธารณี (孔雀明王) พระโพธิสัตว์แห่งความรู้ ผู้กลืนเอาบุคลิกภาพของเทพผู้มีนกยูงเป็นสัญลักษณ์หรือพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นพระขันธกุมาร คายตรีเทวี สรัสวดีเทวี กฤษณะ ฯ ไว้ โดยในตำนานฝ่ายจีนว่าเป็นมารดาแห่งพุทธเจ้าทั้งปวงมีนามว่า "มหามยุรีวิทยาราชนี" ส่วนคุณลักษณ์ในการปราบมารไปอยู่กับพระเวทโพธิสัตว์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพระขันธุกุมารเหมือนกัน แต่ในญี่ปุ่นพระมหามยุรีที่ญี่ปุ่นเรียกว่า คุจากุ - โอ (Kujaku-Oh) ยังคงเป็นเทพปราบมารเช่นพระขันธกุมาร ซึ่งความเชื่อเรื่องพระมหามยุรีของญี่ปุ่นนี้มีการซ้อนทับกับจุณฑีโพธิสัตว์ของจีน

ภาพ พระจุณฑีโพธิสัตว์มาช่วยฝ่ายนาจาทำสงครามในห้องสิน
      😈  พระโพธิสัตว์จุณฑี  (准提道人/ 準提道人 ) ในจีนปรากฏตนในเรื่องห้องสินมาช่วยฝ่ายนาจารบ ซึ่งแม่ทัพข่งเสวียนฝ่ายตรงข้ามแพ้ก็กลับร่างเดิมเป็นนกยูงตาเดียว พระโพธิสัตว์จุณฑีก็ขี่กลับสวรรค์ไป ทำให้กลายเป็นว่าพระโพธิสัตว์จุณฑีก็ทรงนกยูงด้วย ตามตำนานจีนซึ่งความเป็นมาพระโพธิสัตว์จุณฑีคือพุทธมารดาสัมโภคกาย (กายทิพย์) ของพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัปของเรา (ตำนานพญากาเผือก? อิทธิพลควันหลงจากมหายานขอม) แต่ในเรื่องห้องสินกลับปรากฏเป็นเซียนเฒ่าเพศชายดังภาพบน โดยในจีนบางนิกายก็แยกว่าจุณฑีโพธิสัตว์เป็นพระโพธิสัตว์คนละองค์กับมหามยุรี



ภาพโพธิสัตว์ผีหลานผัวมาช่วยเฮงเจียปราบปีศาจตะขาบพันตาในเรื่องไซอิ๋ว (จีนเรียก "ซีโหยวจี")

  😈 พระโพธิสัตว์ผีหลานผัว (ผีหลานผัวผู่สัก 毗藍婆菩薩) ในเรื่องไซอิ๋วมาช่วยไซอิ๋วปราบปีศาจตะขาบพันตาซึ่งเป็นศิษย์พี่ของปีศาจแมงมุม และในบางตำนานกล่าวว่าพระโพธิสัตว์ผีหลานผัวเป็นอวตารของพระอากาศครรภโพธิสัตว์ (虛空藏菩薩) ซึ่งโพธิสัตว์ผีหลานผัวทรงไก่คือดาวลูกไก่ หรือดาวกฤติกาลูกชายแสดงว่าพระโพธิสัตว์ผีหลานผัวคือดาวแม่ไก่ (ดาวภารนี) ซึ่งอยู่ในราศีพฤกษภเหมือนกัน ส่วนพระโพธิสัตว์อากาศครรภะทรงหงส์ซึ่งหงส์จีนคล้ายนกยูงมากจึงมักมีการสับสนระหว่างพระโพธิสัตว์จุณฑี พระโพธิสัตว์มหามยุรี และพระโพธิสัตว์อากาศครรภะ

😇😇😇😇😇😇

      😇 สำหรับผู้ที่เกิดวันที่ 10-14 ก.พ. มีดามาบีอาห์ Damabiah เป็นเทวทูตสวรรค์ของน้ำพุแห่งปัญญา พระองค์นำความบริสุทธิ์ความอ่อนโยนและความดีมาสู่ชีวิตของมนุษย์ พระองค์สามารถช่วยให้มนุษย์ก้าวหน้าในทุกด้านของชีวิตในวิธีการที่ง่ายและดีงาม Dambiah สามารถช่วยคุณแก้ไขสถานการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อชีวิตได้ โดยพระองค์จะนำความบริสุทธิ์ใจความไม่เห็นแก่ตัวการอุทิศตนและความรักที่ไม่มีเงื่อนไขมาสู่ชีวิตของคุณ ดามาบิอาห์ Damabiah Angel of Wisdom สามารถช่วยให้มนุษย?รักษาสมดุลในอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง พระองค์สามารถช่วยให้มีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

    😇 ดามาบิอาห์ เทพทูตสวรรค์แห่งความรู้ Damabiah Angel of Wisdom เป็นเทวทูตสวรรค์ที่คุณต้องการในเวลาที่เกิดปัญหาและต้องการสติปัญญา พระองค์สามารถควบคุมรักษาพฤติกรรมที่มากเกินไปและในภาวะที่ถูกกดดัน ดามาบีอาห์ Damabiah สามารถคืนคุณค่าทางจิตวิญญาณของใครก็ได้เช่น ความดี ความเอื้ออาทร ความบริสุทธิ์ และความบริสุทธิ์ใจ ควรอธิษฐานในวิถีทางของพระองค์เมื่อคุณกลัวความล้มเหลว ดามาบีอาห์ Damabiah Angel of Wisdom สามารถแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีเช่นความโกรธความก้าวร้าว การสูญเสียชีวิตชีวา ความรู้สึกไม่แน่นอนและอารมณ์ป่วนอื่น ๆ ควรอธิษฐานเพื่อการปกป้องของพระองค์เมื่อมนุษย์ทั้งหลายหวาดกลัวต่อพายุ หรือการล่มของเรือ

ภาพ เทวทูตสวรรค์แห่งความรู้ ดามาบิอาห์


😇😇😇😇😇😇

the peacock spirit sword: Bleach, Japanese Anime 2004-2012

Saint of peacock star, Saint Seiya

Saint of peacock star, Saint Seiya


Kujaku godress in old live acting , Japanese


Kujaku-Oh (spirit worrior) Japanese Cartoon

The Peacock King, Hongkong&Japanese movie 1988

saga of the phoenix, Hongkong&Japanese movie  1990

Walt disney, Peacock character dancing

Dressed peacock singer 1

Dressed peacock singer 2

Dressed peacock fashion show

Mayil attam or Peacock dancing in Southern India