วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

วิชาการแนวลี้ลับ กับความตายของวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์

วิชาการแนวลี้ลับ กับความตายของวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ 

 👽 ในโลกยุคปัจจุบันที่นานาชาติกำลังก้าวสู้ยุค 5.0 และใช้พลังงานสะอาดคือไฟฟ้าจากน้ำแทนน้ำมัน ในขณะที่ประเทศของเราพึ่งจะมีความมุ่งหมายที่จะเข้าสู่ยุค 4.0 อีกหลายปีข้างหน้า แต่แวดวงวิชาการของเรากลับถูกครอบงำด้วยแนวคิดชาตินิยมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939-1945 + 543 = พ.ศ.) ถอยหลังกลับไปเกือบ 80 ปีที่แล้วตามแนวคิดชาตินิยมไทยใช้ไทยผลิต (พ.ศ. 2482 -543 = ค.ศ.) แต่ก็ผลิตออกมาแล้วขายไม่ออกไง เศรษฐกิจถึงได้เป็นแบบทุกวันนี้ เพราะยุคนี้ต้องผลิตออกมาแล้วขายในนานาประเทศทั่วโลกได้แบบจีน มันถึงจะอยู่รอดได้



 👽ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะขายอะไรให้ใครไม่ได้เลย แต่สินค้าไทยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ พวกประเทศอื่นซื้อไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่แล้วก็ส่งกลับมาขายเมืองไทยแพง ๆ ทำให้ขาดดุลการค้า แล้วทำไม่คนไทยไม่สร้างสรรค์แล้วก็เอาไปขายเขาบ้าง ความจริงคนไทยสร้างสรรค์เก่งมีมาก แต่พอสร้างสรรค์ออกมาแล้วสภาพสังคมไทยกลับไม่เอื้อให้คนที่สร้างสรรค์ผลงานอยู่รอด ตั้งแต่ตอนสร้างสรรค์ผลงานออกมา ถ้าเป็นทางศิลปะก็ถูกโจมตีว่าผิดครู  ถ้าเป็นสายวิทย์ก็จะว่ามีคุณภาพจริงหรือ ของแบบนี้ต้องให้การเวลาเป็นตัวตัดสินและรอการพัฒนา ฝรั่งเองมันก็ต้องผ่านจุดนี้ไปก่อน ถ้าไม่สนับสนุนให้ทำแล้วเมื่อไหร่จะได้เกิด

    👽 พอเข้าสู่การค้าขาย ด้วยระบบน้ำร้อนน้ำชา และการจัดการที่ไม่ดี ทำให้ผลงานสร้างสรรค์หลาย ๆ ผลงานไม่มีการพัฒนาถูกนำไปขึ้นหิ้ง แช่แข็ง ถูกกล่าวหาว่าไม่มีคุณภาพใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะผลงานนั้นเมื่อผลิตออกมาอาจจะมีผลกระทบกับรายได้จากการขายของจากต่างประเทศที่แพงกว่าของคนบางกลุ่มที่มีอิทธิพลสูง (คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คิดถึงส่วนรวม และอนาคต) หรือถูกดึงไปเกี่ยวของกับการทุจริตในบางองค์กร สร้างชื่อให้เสียจนขึ้นบัญชีดำ เพราะคนไทยทำคนไทยด้วยกันง่าย ในขณะที่ฝรั่งจะมาพร้อมกับนักกฎหมาย ซึ่งพอพูดถึงเรื่องกฎหมายและความยุติธรรมกับอีกหลายเหตุปัจจัยทำให้นักคิดนักสร้างสรรค์ผลงานบางคน ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศที่มีระบบการจัดการที่ดียุติธรรมกว่า (เรียกว่าสมองไหล) ในขณะที่เยาวชนรุ่นหลังส่วนใหญ่ยังไม่ชอบไปไหนไกลไม่ชอบไปทำงานไกลบ้านอยู่

   👽 ยอมให้ผู้นำทางความคิดซึ่งปัจจุบันมักจะสร้างมายาคติขึ้นมากดหัวให้ชนชั้นรากหญ้าอยู่ใต้ชาตินิยมผิด ๆ สร้างทฤษฎีทางวิชาการประเภทพิสูจน์ไม่ได้ขึ้นมารองรับวาทกรรมของตนเองเพื่อครอบงำสังคม ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาแนวลี้ลับ เช่นพุทธองค์เป็นคนไทย กรุงกบิลพัสดุคือลพบุรีเพราะที่ลพบุรีมีลิงเยอะ หรือประวัติศาสตร์แนวลี้ลับ ยิ้มสยามมีแต่ยุคสุวรรณภูมิ (ก็เป็นผลผลิตจากแนวคิดเผด็จการชาตินิยมทั้งสิ้น)  เอ๋....ยุคนั้นเสียมล้อไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นขอมโบราณถูกเก็บส่วยน้ำ ให้ขนน้ำไปให้ทาสต่าง ๆ ที่ถูกบังคับให้สร้างปราสาทหิน หรือ? เป็นทาสเขาหน้าระรื่นแล้วจะมาเป็นไทยทำไม? นึกว่ามาเป็นไพร่ฟ้าหน้าใสเพราะเป็นเอกราชยุคสุโขทัย ???? ฯลฯ ซึ่งเรื่องของผมที่ว่ามาก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกันกับทฤษฎีนั้นแหละเพราะมันนานนมกาเลจนไม่เหลือหลักฐานใดแล้ว ผู้ใหญ่บางคนจึงเอากลับมาผลิตซ้ำเป็นวาทกรรมทางสังคมเพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้พูดไปก็ไม่ผิดเพราะพิสูจน์ไม่ได้ เพราะไม่มีประจักษ์พยาน แต่ความจริงมันมีพยานแวดล้อม



   👽 เพราะนอกจากหลักฐานแวดล้อมเกี่ยวกับเสียมล้อ หลักฐานเกี่ยวกับพุทธเจ้าที่มีอยู่ในอาเซียน และอินเดีย เช่นเดียวกับอุปกรณ์ดนตรีทั่วโลก ของมนุษยชาติมันก็คล้าย ๆ กัน และดนตรีเป็นสากลทั่วโลก แต่เรากลับไม่สนใจศึกษา ถ้าเราจะไม่ละอายแก่ใจบอกว่าเป็นของเราเท่านั้น เพราะมนุษย์มีมือ ตา หู จมูก ปากเหมือนกัน ก็จะยอมคิดอะไรและทำอะไรคล้าย ๆ กัน ก็ไม่เป็นไรที่เราจะว่าเราคิดของเราได้เอง แต่บังเอิญว่าสิ่งที่เราคิดได้เองนั้น บางอย่างที่เหมือนกันมีในต่างประเทศและอารยธรรมอื่นที่เขาก็คิดได้เหมือนกัน แต่อาจจะคิดได้ก่อน ซับซอน มีหลักการ และดีกว่าเท่านั้น ดังนั้นคำว่าไม่มีในสังคมวิชาการของไทยปัจจุบันส่วนใหญ่ในหลายกรณีจึงหมายความว่ายังไม่มีใครกล้าเข้าไปศึกษา ไม่มีความรู้พอ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอยู่จริง



   👽ซึ่งถ้าเราจะเปิดหูปิดตาว่าของเราดีแล้วของคนอื่นไม่ดีก็ไม่เป็นไร กาลเวลาเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นมีใครสืบทอดและมันอยู่ในสายเลือดของเราจริงไหม?  หรือมันกำลังสูญหายไปเพราะการหยุดอยู่กับที่ไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมารับใช้สังคม เพราะการหยุดกับที่คือความตายของประเพณีและวัฒนธรรม คนไทยหลาย ๆ คนอาจจะไม่เข้าใจว่าการอนุรักษ์นั้นก็สำคัญ แต่การสร้างสรรค์และสืบทอดในยุคปัจจุบันนี้สำคัญกว่า

    👽 หรือเราจะยินดีว่าลูกหลานในอนาคตของเราที่ถูกปิดหูปิดตาปิดกั้นทางความคิดนั้น จะเป็นที่ชื่นชมกับนานาประเทศที่มาคบหาด้วยเพราะมีโลกทัศน์แคบและโง่ดี มากกว่าการที่ลูกหลานในอนาคตของพวกเรามีนานาประเทศมาคบหาด้วยเพราะรู้ทันโลก และพวกเขาคบหาด้วยเพราะเห็นว่าฉลาดและเท่าเทียมกันละ ????

      👽 นั้นก็น่าจะมาเป็นผลมาจากวันนี้ว่าผู้ใหญ่ในวันนี้จะเป็นครูแบบครูขององคุลีมาล ที่แนะนำสิ่งผิด ๆ ครอบงำลูกศิษย์ไว้เพื่อฆ่าลูกศิษย์ หรือผู้ใหญ่ในวันนี้จะเป็นครูของพระพุทธเจ้า อย่างอาฬารดาบสและอุทกดาบส ที่ชี้นำแนวทางให้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองในอนาคต ด้วยการเรียนรู้อย่างอิสระและแท้จริง

     👽 สำหรับผมเองก็คงแต่ทำได้แค่เตือนเยาวชนรุ่นหลัง รุ่นลูกรุ่นหลาน และรุ่นน้อง ๆ ว่า  อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ แม้ผู้ที่น่าเชื่อที่สุดจะเป็นผู้พูด  และแม้แต่ผมเองพูดก็อย่าพึ่งเชื่อ จงใช้หลักกาลามสูตรในการเชื่อกับผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองวันนี้ให้มาก ๆ ระวังจะเจอครูแบบขององคุลีมาลที่พยายามใช้ทฤษฎีวิชาการแนวลี้ลับครอบงำและสิงสู่พวกท่านอยู่ เยาวชนรุ่นใหม่ควรมีความคิดเป็นของตนเองดีที่สุด และสามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ



ปล. จงใช้หลักกาลามสูตรเป็นข้าวสารเสกขับไล่อวิชาพวกนั้นไปจากหัวของตน และแนะให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ใช่ก้าวร้าวนะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น