วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563

วัชระของพระอินทร์เป็นกระดูกเพชรของฤาษีทธีจิ

     มีนิทานฮินดูเล่าว่า พระอัศวินเทพแฝดผู้มีเศียรเป็นม้าทั้งสองคือบุตรที่เกิดจากนางศรัณยูเทพีแห่งเมฆฝนธิดาพระวิศวกรรมแม่ของพระยม และนางยมุนาเทวี (เทพีประจำแม่น้ำยมุนา บางครั้งเรียกว่า ยมี) ซึ่งแปลงเป็นม้าหนีพระอาทิตย์หรือสุริยเทพเนื่องจากทนความร้อนของพระสุริยเทพไม่ไหวจึงให้นางฉายาเงาของตนปลอมเป็นตนแล้วหนีไป เมื่อพระอาทิตย์ได้ให้กำเนิดบุตรชายคือพระเสาร์แล้วก็จับได้ว่านางฉายาไม่ใช่นางศรัณยูก็ออกตามหาจนพบว่านางศรัณยูปลอมเป็นนางม้า ก็แปลงเป็นม้าหนุ่มเข้าร่วมภิรมย์รักกับนางจนเกิดพระอัศวินแฝดเทพมีเศียรม้าแล้วก็พากันไปหาพระวิศวกรรมใช้ช่วยขูดความร้อนของพระอาทิตย์ออกมาสร้างอาวุธให้เทพเจ้าทั้งหลาย จนนางศรัณยูทนความร้อนของพระอาทิตย์ได้ก็พากันกลับไป 
       
       กล่าวถึงพระอัศวินแม้ว่าจะเป็นบุตรพระอาทิตย์มีความรู้ทางการแพทย์และเวทมนต์ต่าง ๆ มาก แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าร่วมเทวสภาในพิธีสำคัญคือการถวายน้ำโสม (พิธีถวายเหล้าแก่เหล่าเทพ) เพราะไม่ได้เรียนพรหมวิทยา (มธุวิทยา ก็ว่า ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้บรรลุความเป็นเทพโดยสมบูรณ์จึงจะเข้าร่วมพิธีดื่มน้ำโสมได้) แต่พระอินทร์ไม่ต้องการให้พระอัศวินเรียนจึงประกาศห้ามให้ฤๅษีและเทวดาทั้งปวงสอนพระอัศวิน ทำให้ไม่มีใครกล้าสอนพรหมวิทยาแก่พระอัศวินเพราะกลัวว่าพระอินทร์จะลงโทษถึงตาย แต่ฤๅษี "ทธีจิ" ตนเดียวที่กล้าสอน ดังนั้นเพื่อปกป้องไม่ให้พระอินทร์มาฆ่าฤๅษีทธีจิ พระอัศวินทั้งสองจึงตัดเศียรฤๅษีทธีจิเปลี่ยนกับเศียรม้า ทำให้ท่านในเวลานั้นได้ชื่อว่า "อัศวศิระ" และเป็นผู้สอนพรหมวิทยาแก่พระอัศวินทั้งสอง ซึ่งตามคาดเมื่อพระอินทร์รู้ด้วยญาณว่าฤๅษีทธีจิสอนพรหมวิทยาแก่พระอัศวินทั้งสอง ด้วยความโกรธ พระอินทร์ก็ลงมาตัดหัวฤๅษีทธีจิทันทีแล้วหนีไป พระอัศวินก็รีบต่อเศียรมนุษย์ของพระฤๅษีคืนให้กลับมามีชีวิตใหม่ ด้วยเหตุนี้ทำให้พระอัศวินได้เรียนวิชาพรหมวิทยาแล้วก็ได้ร่วมกับคณะเทพต่าง ๆ ในพิธีดื่มน้ำโสม 
      
      แต่ต่อมามีอสูรร้ายเป็นงู นาคหรือมังกรยักษ์แล้วแต่ตำนานคือ "วฤตระ" ไปนอนขวางทางน้ำสวรรค์ทำให้เกิดความแห้งแล้ง เพราะฝนไม่สามารถตกลงมาในโลกมนุษย์ ซึ่งอสูรตนนี้ได้รับพร หรือคำทำนายว่าจะตายด้วย "วัชราวุธ" ซึ่งสร้างมาจากกระดูกสันหลังของฤๅษีทธีจิเท่านั้น ดังนั้นเพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของโลกฤๅษีทธีจิจึงยอมให้พระอินทร์ถอดกระดูกสันหลังของตนไปทำอาวุธ ส่วนเนื้อและอวัยวะน้อยใหญ่ที่กลายเป็นศพของพระฤๅษีก็ถูกสัตว์ร้ายในป่ามากินไปจดหมด ทำให้สุดท้ายพระฤๅษีทธีจิก็ตายด้วยมือของพระอินทร์ ส่วนพระอินทร์ก็เอากระดูกของพระฤๅษีไปให้พระวิศวกรรมสร้างวัชราวุธเอามาฆ่าอสูร "วฤตระ" ตายทำให้ฝนตกลงมาในโลกมนุษย์



     ซึ่งคำว่า "วัชระ" นอกจากจะหมายถึงวัชราวุธสายฟ้าของพระอินทร์แล้วยังหมายถึงเพชรด้วย ซึ่งก็อาจจะเป็นความเชื่อที่ว่าสายฟ้า มีแสงแวบวาวเป็นประกายเหมือนกับเพชร นอกจากนี้ก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพระธาตุหรืออัฐิของพระอริยสงฆ์ในทางพุทธศาสนาที่กลายเป็นแก้วผลึก โดยคำว่า อัญมณีหรือแก้วมีค่าว่า "รัตนะ" ซึ่งกำแพงแก้ว กำแพงเพชรในความเชื่อทางพุทธศาสนาก็ทับซ้อนกันอยู่ แต่ถ้าจะสืบสาวไปถึงความเชื่อว่า วัชระ คือสายฟ้าเป็นหลักในทางประวัติศาสตร์ศิลปะสายฟ้ามีมากมายหลากหลายตามความเชื่อเรื่องเทพสายฟ้าในแต่อารยธรรม เช่น สายฟ้าของเทพพวกคานาอันและอียิปต์โบราณสายฟ้าเป็นหอก สายฟ้าของเทพพวกฮิตไทต์เป็นส้อมพรวน พระอินทร์ของฮินดูสายฟ้าเป็นกระดูก ส่วนสายฟ้าแบบดอกจำปาสองหัวแบบพระอินทร์ธิเบตเหมือนกับสายฟ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีมาแต่ยุคกรีกโรมันโบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นอาวุธที่ตีขึ้น (แสดงว่าเป็นโลหะชนิดหนึ่ง) โดยยักษ์กบฎไททันที่เข้าฝ่ายเทพซุส (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นเทพแห่งการช่างของกรีกคือฮิฟีสตัส Hephaestus) เพื่อให้ซุสหรือเทพซีอุสไว้ใช้ต่อสู้หรือเป็นอาวุธ ส่วนของไทยอาจจะมองได้ว่าดอกจำปาสองหัวแบบธิเบตถือยากก็เปลี่ยนเป็น วัชราวุธ แบบดอกจำปาหัวเดียวแทน (ควรศึกษารูปภาพทางประวัติศาสตร์ศิลปะด้านล่างเพื่อความเข้าใจและชมเรื่องพระกฤษณะสู้กับพระอินทร์)


💀💀💀💀💀💀💀💀

วัชระและสายฟ้าที่เป็นอาวุธในวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญทั่วโลก

รูปพระอินทร์กับวัชราวุธแบบไทย (วัชระคืออาวุธของพระอินทร์)




⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡

รูปพระอินทร์กับวัชราวุธแบบธิเบต (วัชรปาณีโพธิสัตว์ : วัชรคือสายฟ้า)


บาอัล Baal เทพแห่งท้องฟ้า พายุ และฝน ของชาวคานาอัน และอียิปต์โบราณประมาณ 2,000-500 ปีก่อนคริสตกาล (สายฟ้าเป็นหอกกิ่งไม้) และอียิปต์กลาง ต่อมาในศาสนาคริสต์เยียดให้เป็นพญามารเจ้าแห่งแมลง Beelzebub เบลเซบับ

Baal
 Beelzebub


เทพเทซุบ Teshub เทพแห่งฤดูกาลของพวกเฮอเรียน Hurrian (2,100-1,800 ปีก่อนคริสตกาล) หรือเทพทารุ Taru ของพวกฮิตไทต์ Hittites (1,800-14,00 ปีก่อนคริสตกาล) ใช้สายฟ้าในรูปของสามง่ามขนาดเล็กเป็นอาวุธ (ส้อมพรวนดิน)




สัญลักษณ์แทนสายฟ้าของเทพซีอุส (กรีก) มีลักษณะคล้ายดอกจำปาสองหัวแบบธิเบต







รูปสลักเทพเจ้าซีอุสกับสายฟ้าจากฐานน้ำตกจากเมืองมอนโคลอ ศตวรรษที่ ๒ ศิลปะโรมัน ปัจจุบันแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโบราณคดีเมืองมาดริด



รูปเศียรเทพซีอุส และสายฟ้าบนเหรียญ 216-211 ปีก่อนคริสตกาล (216-211 BC) จากเมืองคาปัว Capua ประเทศคัมปาเนีย Campania




รูปเศียรเทพซีอุส และสายฟ้าบนเหรียญ 234 ปีก่อนคริสตกาล (234 BC) จากเมืองโบราณอีปิรุส ปัจจุบันคือประเทศอัลบาเนีย และบางส่วนของประเทศกรีซ


รูปนกอินทรี และสายฟ้าบนเหรียญ  323-30 ปีก่อนคริสตกาลถึงประมาณศตวรรษที่ 4 (323 - 30 BC ตั้งแต่พระเจ้าปโตเลมีที่ 1 - พระนางคลีโอพัตราที่ 7) จากอียิปต์แห่งราชวงศ์ทอเลมี (Ptolemaic dynasty)



รูปนกอินทรี และสายฟ้าบนเหรียญ  421 ปีก่อนคริสตกาลถึงประมาณศตวรรษที่ 4 (432 C - 421 BC) จากเมืองโอลิมเปียประเทศกรีซ


⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡

รูปพระอินทร์กับวัชราวุธของแท้ตามปุราณะฮินดู (อินทรเทวะ : วัชรคืออาวุธที่ทำจากกระดูก)







⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡⚡

         พระกฤษณะขโมยต้นปาริชาติจากสวรรค์มาตามความต้องการของนางสัตยภามามเหสีองค์รอง (ภูมิเทวีอวตาร) พระอินทร์ตามมาแย่งคืน แต่วัชรของพระอินทร์ถูกสุทัศน์จักรของพระนารายณ์ที่พระกฤษณะเรียกใช้ในฐานะกฤษณาวตารกลืนเข้าไป ขณะที่สุทัศน์จักรจะไปสังหารพระอินทร์นางอทิติเทพมารดามาห้ามไว้ ซึ่งนางอทิติเคยถูกนรกาสูร (อสูรผู้เป็นบุตรของพระนารายณ์ปางวราหาวตารกับนางภูมิเทวี) แย่งเอาต่างหูทิพย์ไปจึงเสียใจมากพระกัศยปะฤๅษีสามีจึงว่าเมื่อพระนารายณ์อวตารเป็นพระกฤษณะนางจะได้ไปเกิดเป็นนางเทวกีมารดาแท้ ๆ ของพระกฤษณะ แล้วเมื่อพระนารายณ์สังหารนรกาสูรแล้วจะเอาต่างหูทิพย์มาให้นางเทวกีผู้เป็นมารดา ดังนั้นเทพมารดาอทิติก็จะได้ต่างหูคืนมาเวลานั้น และด้วยเหตุนี้พระอินทร์ซึ่งเป๋นบุตรของพระกัศยปะและนางอทิติจึงเป็น้สมอพี่ชายพระกฤษณะ พระกฤษณะผู้ชนะพระอินทร์ได้จึงได้ชื่อว่าน้องชายพระอินทร์คืออุเปทระ (उपेन्द्र) จึงไม่สมควรฆ่าพระอินทร์ และพระอินทร์ควรให้พระกฤษณะยืมต้นปาริชาติไปไว้ที่เมืองทวารกา เมื่อเมืองทวารกาของพระกฤษณะล่มแล้วค่อยชะลอกลับมาสวรรค์

Refer to https://youtu.be/iCB0xn0YIvE


วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563

พระสรัสวดีในญี่ปุ่น: เบ็นไซเต็ง ( Benzaiten ) หรือ เบนเทน


โดย เอ็ม รุทรกุล 

(เผยแพร่แล้วในเอกสารประกอบงานเกษียณอายุข้าราชการอาจารย์ที่ศิลปากร)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เดิม “สรัสวดี” เป็นชื่อของแม่น้ำสายเก่าแก่แห่งหนึ่งของอินเดีย ที่ไหลผ่าน พรหมาวรตต (Brahmāvartta)ที่อาศัยแห่งแรกๆของชาวอารยัน แต่ในปัจจุบันแม่น้ำสายนี้แห้งไปแล้ว แต่จากหลักฐานในฤคเวท เชื่อว่าสรัสวดีมีความสำคัญต่อชาวอารยันและได้รับการบูชาในสมัยนั้นเช่นเดียวกับคงคาของชาวอินเดียปัจจุบัน[1]

ในสมัยพระเวท “สรัสวดี” ได้เกี่ยวกับน้ำ,ความงาม และความอุดมสมบูรณ์ซึ่งเกิดจากพลังแห่งน้ำของเธอ โดยที่เธอยังไม่ได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็น “เทพีแห่งการพูด” แต่ฐานะนี้ปรากฏชัดในคัมภีร์ [Brahmanas] พรหมนส [Mahābārata] มหาภารต และ มัสยาปุราณะ ที่จัดให้เธอเป็นชายาของพระพรหม ซึ่งลัทธิ [Vaishmavas] ไวษณพนิกาย แห่งเบงกอล มีนิทานที่มีชื่อเสียงเล่าว่า “เธอคือ ชายาของพระวิษณุ เช่นเดียวกับ ลักษมี และคงคา เนื่องจากพวกเธอชอบทะเลาะกัน พระวิษณุจึง ยก คงคาให้พระศิวะ และยกเธอให้กับพระพรหม[2]

ในอินเดียพระสรัสวดีมีความสำคัญคือ เป็นเทพีแห่งการพูด,การเรียนรู้,ศิลปะ,วิทยาศาสตร์ และเชื่อกันว่าเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรเทวนาครีที่ใช้เขียนภาษาสันสกฤตจนมาถึงทุกวันนี้

พระสรัสวดี-เบนเทนในญี่ปุ่น

แล้วทำไมจึงกลายเป็น “เบนเทน”s- สันนิษฐานว่า เนื่องจากความเป็น เทพีแห่งความรู้นี้ พระสรัสวดีจึงได้เข้ามาสถิตในพุทธศาสนาลัทธิตันตระคือ เทพีแห่งความรู้ผู้เป็นนางตาราของพระโพธิสัตว์มัญชูศรี พระโพธิสัตว์แห่งปัญญาก่อน โดยปรากฏว่าในสาธนมาลากล่าวว่า “ผู้ต้องการความฉลาดรอบรู้ต้องบูชาพระสรัสวดี”[3] และในสุวรรณประภาสสูตร(-สรสวตีเทวีปริวรตะ) [4] ยังได้กล่าวถึงพระสรัสวดีว่าเป็นเทพผู้หนึ่งที่มาอ่อนน้อมต่อพระพุทธเจ้า ว่า

"อถ ขลุ สรสฺวตี มหาเทวฺเยกาสํ จีวรํ ปฺราวฤตฺย ทกฺษิณํ

ชานุมณฺฑลํ ปฤถิวฺยำ ปฺรติษฺฐาปฺย เยน ภควาสฺเตนาญฺชลึ

ปฺรณมฺย ภควนฺตเมตทโวจต.....ฯ

“แปล- ครั้งนั้นได้ยินว่าพระสรัสวดี มหาเทวียืนขึ้นที่พื้นดิน

ครองผ้าไว้ที่ไหล่ขวา ประนมมือขึ้นกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า...ฯ"



ซึ่งในสุวรรณประภาสนี้ยกย่องพระองค์ในฐานะของเทพีแห่งความรู้ ผู้มาเป็นพยานยืนยันความศักดิ์สิทธิ์บุญกุศลแห่งยอมรับ,เรียนรู้ และการเผยแพร่พระสัทธรรมอันแท้จริงแห่งคัมภีร์สุวรรณประภาสสูตร เช่น เดียวเทพฮินดูอื่นคือกับท้าวจตุรโลกบาล และพระลักษมี

การที่ พระสรัสวดี พระลักษมี จตุรโลกบาล และเทพต่างๆ ที่เข้ามาในพุทธศาสนานั้น ผู้เขียนคิดว่าส่วนหนึ่งคงจะเป็นเพราะอิทธิพลความเชื่อเรื่อง ทวยเทพทั้งหลายในศาสนาฮินดู และความเชื่อเรื่องธรรมบาลของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะฝ่ายมหายานในคัมภีร์ประเภท ไวปุลยสูตร (พระสูตรอันไพบูลย์)ทั้ง 9[5] ซึ่งนิยมพรรณนาเรื่องราวพิสดารของพระพุทธเจ้า และทวยเทพต่างๆที่มาอ่อนน้อมต่อพระพุทธศาสนา เช่นที่ปรากฏในคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร[6] ได้กล่าวถึง อมนุษย์และเทพต่างๆในศาสนาฮินดู ว่ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรมและได้ตั้งสัตย์ว่าจะช่วยรักษาพระธรรมและปกป้องผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งหลายครั้งมักจะพูดถึงพร้อมกันเป็นเหมือนสำนวนว่า

"-พหุเทวนาคยกฺษคนฺธวฺราสุรครุฑกินฺนรมโหรคมนุษฺยามนุษฺยาน....ฯ

(เทว,นาค,ยักษ์,คนธรรพ์,อสุร,ครุฑ,กินนร,มโหรค,มนุษย์,อมนุษย์...ฯ)"



ในเวลาต่อมา เทพและอมนุษย์เหล่านี้เมื่อเข้ามาสู่พุทธศาสนา ก็ได้ถูกจัดระบบทางความคิดใหม่โดยพุทธศาสนาว่าเป็นธรรมบาล 8 หมู่ ซึ่งในจีนนิยมเฉพาะเทวบาล ซึ่งถือว่าเป็นธรรมบาลที่สำคัญ ที่สุดในกลุ่มที่เรียกว่า “กาลั้ง” 24[7] ตน นิยมสร้างไว้ตามวัดจีนทั่วไป

ผู้เขียนจึงเชื่อว่าธรรมบาลเหล่านี้น่าจะติดตามคัมภีร์ต่างๆจากอินเดีย เข้าสู่จีนก่อนจนถึงสมัยจักรพรรดิคิมเมอิ (Kimmei) ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 (พ.ศ.1083-1114)พุทธศาสนาก็เริ่มเข้าสู่ญี่ปุ่นผ่านเกาหลี โดยที่พุทธศาสนาในสมัยนั้นยังไม่มีอิทธิพลอะไรต่อชาวญี่ปุ่นมากนัก จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่12 (พ.ศ.1135-1171)สมัยพระจักรพรรดินีซูอิโกะ มีอัครเสนาบดีคือ เจ้าชายโชโตกุไทชิ ผู้ได้รับสมญาว่าอโศกแห่งญี่ปุ่น ได้เป็นผู้สนับสนุนและทำนุบำรุงพุทธศาสนาจนพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในญี่ปุ่น[8] จนถึงสมัยนาราพุทธศาสนาได้รับอิทธิพลโดยตรงจากพุทธศาสนาสมัยราชวงถังจากจีนทำให้ระยะเวลาต่อมาญี่ปุ่นจึงเปิดรับอารยธรรมพุทธศาสนาผ่านจีนมาโดยตลอด พร้อมกับความเชื่อเรื่อง ธรรมบาล 8 หมู่ที่ญี่ปุ่น

ซึ่งรศ.ดร.ผาสุก อินทราวุทธ บอกว่าเทพพวกนี้ในชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “ฮาชิบึซึ”(Hachibushu)[9]คือ1.เทพ ญี่ปุ่นเรียกว่า “เตน” [Ten],2.นาค ญี่ปุ่นเรียกว่า “รยูโอ” [Ryuo],3.ยักษ์ ญี่ปุ่นเรียกว่า “ยะชะ” [Yasha],4.คนธรรพ์ ญี่ปุ่นเรียกว่า “เคนทัตสึปะ” [Kendatsub],5.อสูร ญี่ปุ่นเรียกว่า “อชูระ” [Ashura],6.ครุฑ ญี่ปุ่นเรียกว่า “ครุระ” [Karura],7.มโหรัค ญี่ปุ่นเรียกว่า “มโคระกะ” [Magoraka],8.กินนร ญี่ปุ่นเรียกว่า “กิมนะระ” [Kimnara]

ฉะนั้นพระสรัสวดี ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “เบนเทน” หรือ “เบนไซ เตน” นั้นจึงน่าจะจัดอยู่ในธรรมบาลในกลุ่มแรกที่เรียกว่า “เตน” (Ten) ซึ่งอาจจะเป็นคำทับศัพท์คำว่า “เทพ” หรือ “เทว”ก็เป็นได้ ส่วนในจีนก็เรียก “เทพ” ทับศัพท์ว่า “ที พอ” หรือใช้ความว่า “เทียน” (T’ ien) ซึ่งหมายถึงสวรรค์ต่อท้าย และเรียกพระสรัสวดี หรือ เบนไซ เตน นี้ว่า เมียว ยิน ฟอมุ (Miao-yin-fo-mu) หรือ ทาเพียน ไถ เทียนนี(Ta- pien- ts’ ai- t’ ien- nü) คือเฉพาะคำว่า “เทียนนี” นี้ น่าจะมาจาก “เทียน” แปลว่าสวรรค์ + “นี” แปลว่า หญิง “เตน” (Ten)นี้จึงอาจมาจากคำว่า “เทียน” (T’ ien)ก็เป็นได้เช่นกัน

ส่วนคำว่า เบนไซ มีคำเต็มว่า เบนไซอิ –เคยสอบถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นคือคุณยามาโมโต คาซุฮีโร คุณยามาโมโต กล่าวว่า เบนไซอิ มีความหมายเดิมว่า “ผู้ชำนาญทางคำพูด” และที่ญี่ปุ่น เทพของญี่ปุ่นเองก็เรียกอย่างหนึ่ง เทพที่มาจาก คริสตศาสนาก็เรียกอย่างหนึ่ง และเทพฮินดูนี้ก็เรียกอย่างหนึ่ง เฉพาะเทพในญี่ปุ่นนั้น-พระเจ้าของญี่ปุ่นเรียกว่า กามิ (Kami) ซึ่งร่วมถึงวิญญาณหรือพวกเทพต่างๆในท้องถิ่น ,พระภูมิเจ้าที่เรียกว่า โตชิ โนกามิ (Tochi-no-kami),เทพรักษ์เรียกว่า ซุโคจิน (Shugojin),เทวดาที่อยู่ในโลกเรียกว่า นินเคน (Ningen) โดยในญี่ปุ่นมีเทพเจ้าที่สำคัญคือ -อามาเทระสุ (Amaterasu)– เทพีแห่งดวงอาทิตย์,สุสะโน(Susano)-เทพแห่งพายุ ซึ่งถือว่าเป็นประถมบรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นเป็นต้น

ทั้งนี้ เทพพื้นเมืองของญี่ปุ่นแต่เดิมมีตำนานเรื่องเล่าอยู่ในเทพปกรณัม ของพวก ชินโต ซึ่งไม่เกี่ยวของอย่างใดกับ “เตน” เทพในพุทธศาสนาของญี่ปุ่นเลย จนประมาณพุทธศตวรรษที่13-22(พ.ศ.1343-2243)กล่าวกันว่าภิกษุในพุทธศาสนาบางรูป ชี้แจงว่าเทพเจ้าของศาสนาชินโต คือปางหนึ่งของพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนา จนต่อมาทำให้เกิดนิกายชินโตที่ผสมผสานคำสอนในพุทธศาสนาไว้เช่น ชินคอน ชินโต,อิเส ชินโต,โยชิดะ ชินโต และพุกโก ชินโต เป็นต้น

พุทธศาสนาในญี่ปุ่น-พระสรัสวดี

โดยส่วนตัวของผู้เขียน ผู้เขียนมีความเชื่อว่า คัมภีร์สุวรรณประภาสสูตร[10],สาธนมาลา หรือคัมภีร์ของพวกตันตระอื่นๆนั้น เป็นคัมภีร์ที่แสดงภาพของพระสรัสวดีหรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “เบนเทน”ในยุคแรกๆ โดยเฉพาะสุวรรณประภาสสูตรนั้น มีความสำคัญมากในช่วงที่พุทธศาสนารุ่งเรื่องมากในยุคแรกของญี่ปุ่น คือประมาณ พ.ศ. 1215 พระจักรพรรดิ เทนมู เทนโน ทรงสร้างวัด ชิเตนโต (หรือท้าวเทวราชทั้ง4)ขึ้นเนื่องจากอิทธิความเชื่อเรื่อง จตุรโลกบาลทั้ง 4 ที่จะคอยคุมครองประชาชนและกษัตริย์ที่นับถือคำสอนแห่งคัมภีร์สุวรรณประภาสูตร[11] และต่อมาในยุคสมัยนารา (พ.ศ.1253-1337) คือ ประมาณพ.ศ.1284 พระจักรพรรดิโชมุ ได้ส่งสำเนาแจกจายสุวรรณประภาสสูตรไปทุกๆจังหวัด และให้แต่ละจังหวัดสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น สร้างวัดสำหรับคุ้มครอง หนึ่งวัด สร้างวัดนางชี (ภิกษุณี)หนึ่งวัด[12] ซึ่งกล่าวกันว่าในรัฐสมัยของพระองค์ในช่วง พ.ศ.1244-1299 ทรงสั่งให้ วัดทั้งสองใน 66จังหวัด คือวัดหนึ่งสำรับพระภิกษุนั้น อ่านและท่องสุวรรณประภาส เพื่อความสงบของประเทศและประชาชน ส่วนวัดหนึ่งสำหรับนางชีนั้นให้อ่านและท่องสัทธรรมปุณฑริกสูตรและให้อธิษฐานเพื่อการชำระบาปในอดีตและเพื่อความสุข[13]
เบนเทนในฐานะเทพีแห่งทะเล

ส่วนความนิยมบูชาพระสรัสวดีในฐานะเบนเทนนั้น ปรากฏให้เห็นชัดในช่วงศตวรรษที่ 12 (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17)เธอได้ถูกให้ความสำคัญว่าเป็นเทพีแห่งทะเล มีท้องทะเลเป็นบ้านและเป็นลูกสาวของพญามังกรที่ถูกนำไปผนวกกับความเชื่อเรื่องพญานาค เธอจึงมีสัญลักษณ์เป็นงูขาว มีใช่หงส์ และถูกนำไปเกี่ยวของกับมังกรผู้คุ้มกัน กับบีวา(พิณญี่ปุ่น) และเรื่องราวของซามูไรผู้หนึ่งที่สร้างวีระกรรมในการฆ่าตะขาบยักษ์ [14] ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ก็มีเรื่องเล่าว่าในหมู่บ้านใกล้ เอโนซิมา(Enoshima) และ คามากุระ(Kamakura)ที่มีหาดท้ายที่มีน้ำขึ้นลงทอดยาวไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง มีมังกรที่ชอบกินเด็กในหมู่บ้าน ต่อมาเอโนซิมา(Enoshima)เกิดแผ่นดินไหวในช่วง 600 ปี ในขณะนั้น เบนเทน ปรากฏตนเหนือฟากฟ้านั้นและเธอก็ลงมาแต่งงานกับพญามังกรซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะนั้น หลังจากที่เขาอ้อนวอนอย่างซื่อสัตย์ และหลังจากนั้นพญามังกรก็ไม่ต้องการกินเด็กอีกเลย[15]

ฉะนั้นถ้ำบน เอโนซิมา(Enoshima) จึงได้ถูกให้เป็นที่อยู่ของพญามังกร หรือสามีงู ของเบนเทน ซึ่งมีเกร็ดนิทานเล่าว่า มันเป็นอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมต่อไปถึงโพร่งใต้ฐานของภูเขาไฟฟูจีทีเดียว และด้วยเหตุนี้เอง หรือความที่เบนเทนเป็นเทพีแห่งทะเล ศาลเจ้าของเธอโดยมากจึงนิยมสร้างขึ้นในบริเวณที่เป็นเกาะ[16]
เบนเทนหนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคทั้ง 7

ในสมัยสาธารณรัฐที่อำนาจการปกครองของพระจักรพรรดิถูกแบ่งแยกโดยเจ้าเมืองต่างๆที่เรียกว่า “โชกุน” ซึ่งมีอำนาจมากในดินแดนของตนเอง(ประมาณพุทธศตวรรษที่17-24) มีเรื่องเล่าว่า พระรูปหนึ่ง นามว่า พระเทนไก ได้เป็นผู้คัดเลือกเทพทั้ง 7[17] คือ 1.จูโรอิน(เทพอายุยืนจีน น่าจะเป็นตัวแทนความเชื่อเรื่องเซียนในลัทธิเต๋าและขงจือที่ญี่ปุ่นรับมาเป็นหลักปกครอง จึงน่าเป็นตัวแทนของชนชั้นขุนนาง ),2.โฮเตอิ(พระสังขจายหรือพระศรีอารย์จีน มีลักษณะเป็นตัวแทนของพวกนักบวช),3.ฟูกูโรกุจู(มีลักษณะคล้ายพวกเซียนเป็นตัวแทนของโหรและนักปราชญ์),4.อีบิสุ (มีลักษณะเป็นตัวแทนของชาวประมงและกรรมกร),5.ไดโกกุ(มีลักษณะเป็นตัวแทนของชาวนา),6.พิสมอน(พระกุเวรจีน มีลักษณะเป็นตัวแทนของซามูไร-นักรบ),และ 7.เบนเทน (พระสรัสวดี มีลักษณะเป็นตัวแทนคุณสมบัติของสัตรี) ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความดีงามทั้ง 7 ประการให้กับ โชกุนโต กุกาวา อิเยมิตสุ (ประมาณ2085-2195)[18] ซึ่งชาวญี่ปุ่นนิยมเขียนภาพเทพเจ้าทั้งเจ็ดนี้รวมอยู่ในเรือทรัพย์สมบัติที่เรียกว่า “ตาการา บูเน”ซึ่งในตอนกลางคืนของวันที่ 2 มกราคม เขามักจะเอารูปเรือที่มีเทพเจ้าทั้งเจ็ดนี้ใส่ไว้ใต้หมอนเพื่อให้มีโชคดี[19]

ประมาณพุทธศตวรรษที่ 21มีเรื่องราวรักโรแมนติกเกี่ยวกับนักศึกษาหนุ่ม ที่โตเกียวชื่อว่า ไบสุ(Baishu)ได้เชื่อว่าเบนเทน ที่เขาสักการะที่ศาลเจ้าในเขตวัด อะมะเดระ(Amadera) เป็นผู้ชักนำชีวิตรักของเขา แสดงว่า เบนเทนได้ถูกชักนำให้เกี่ยวข้องกับความรักและโชคชะตาประดุจกามเทพ [20]

เนื่องจากงูที่อาจจะวาดว่าขอดอยู่ข้างๆเบนเทนนั้น ชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นเครื่องหมายของความมีโชค และเมื่อคนที่เกิดปีมะเส็ง มีโชคได้เงินได้ทองพวกเขาจะไปที่ศาลที่มีรูปเบนเทน เพราะเชื่อว่าเธอจะบันดาลให้เขามีโชคเพิ่มมากขึ้น และในวันแรกของปีมะเส็ง จะมีคนไปที่ศาลของเบนเทนกันอย่างคับครั่ง เพราะถือว่าเป็นวันดีจะทำให้มีโชคสองชั้น[21]

แต่ก็เนื่องจากงูเป็นสัญลักษณ์ของความริษยาด้วย เบนเทนจึงถูกมองว่าเป็นเทพแห่งความริษยา จนมีทำเนียมว่า คู่รักที่มาที่ศาลของ เบนเทน เพื่อจะขอพรจะต้องแยกกันมา เพราะหากมาเป็นคู่ เบนเทนจะอิจฉาและบันดาลให้ชีวิตรักของทั้งสองมีปัญหาในภายหลัง และในสมัยโบราณนักเล่นดนตรีประเภทบีวา(พิณน้ำเต้าญี่ปุ่น)ในราชสำนักจะไม่แต่งงานครองตัวเป็นโสดเพราะคิดว่า ถ้าพวกเขาแต่งงาน เจ้าแม่เบนเทนจะเกิดความอิจฉา และเอาความสามารถในการเล่นดนตรีคืนไป[22]

รูปของเบนเทน หรือเบนไซ เตนนั้น มี 2 ลักษณะในญี่ปุ่น [23]คือรูปที่มี 8 กรประทับในดอกบัวของลัทธิตันตระ[24] และรูปที่มี 2 กรถือบิวา(พิณน้ำเต้าญี่ปุ่น)ซึ่งนิยมแพร่หลายกว่า โดยเป็นที่นิยมบูชาในฐานะเทพีแห่งโชคของคนญี่ปุ่นทั่วไป และในฐานะเทพีแห่งดนตรีสำหรับพวกนักดนตรี และพวกเกอิชา(หญิงบริการ)ที่ต้องอาศัยศิลปะการแสดงเลี้ยงชีพ

ผู้เขียนคิดว่านิยายพื้นบ้าน,เรื่องเล่า,และตำนานเกี่ยวกับเบนเทนนี้ ถูกสร้างขึ้นภายหลังเพื่อโน้มน้าวให้คนในท้องถิ่นเชื่อว่า เบนเทน ได้ใกล้ชิดและสนิทสนมกับชาวญี่ปุ่นมาช้านาน จนในที่สุดก็กลายเป็นพระสรัสวดีของชาวญี่ปุ่นที่เรียกว่า “เบนเทน”ไปในที่สุด ซึ่งมองโดยรวมแล้วความเชื่อเกี่ยวกับเบนเทนก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากความเชื่อเรื่องพระสรัสวดีมากนัก เพราะอย่างไรก็ดีเบนเทน ก็ยังเป็นเทพีที่คงคุณลักษณ์ของอิสตรีเช่นเดียวกับศักติของอินเดีย ที่เข้าใจยาก คือเมื่อเธอพอใจเธอก็จะบรรดาลและนำความสุขมาให้แต่ถ้าเธอไม่พอใจความเดือนร้อนยุ่งยากก็จะมาเยือน




เบนเทน หนึ่งในเทพแห่งโชคทั้ง 7


ที่มา http://www.marumura.com/tale/?id=2401





เบนเทน 8 กร

ที่มา http://www.buddhist-artwork.com/html/benzaiten-statues.html



เบนเทน กับบิวา
ที่มา http://reishi-design.jp/archives/507



[1] John dowson A Classical Dictionary of Hindu Mythology &Religion Geography,History,Literature, India,p.284


[2] Ibid.


[3] ผาสุก อินทราวุทธ,รศ.ดร. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน,ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,โรงพิมพ์สมัยอักษร,2543หน้า81


[4] S. Bagchi, Suvarnaprabhasasutra The Mithila institute,post-Graduate studies and research in Sanskrit Learning,Darbhanga.1967p.55


[5] คัมภีร์ ไวปุลยสูตรทั้ง 9 คือ 1.อัษฏสริกาปรัชญาปารมิตาสูตร 2.คัณฑวยูหสูตร 3.ทศภูมิกสูตร 4.สมาธิราชสูตร 5.ลังกาวตารสูตร 6.สัทธรรมปุณฑริกสูตร 7.ตถาคตวยูหสูตร 8.สุวรรณประภาษสูตร และ9.ลลิตวิสตระ


[6]P.L.Vaidya, Saddharmapundarikasuttra The Mithila institute,post-Graduate studies and research in Sanskrit Learning,Darbhanga.1967p.142


[7] เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป, ลัทธิของเพื่อน,คลังวิทยา,กรุงเทพฯ.2514 หน้า 701-705


[8] ผาสุก อินทราวุทธ,รศ.ดร. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน,ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,โรงพิมพ์สมัยอักษร,2543หน้า208


[9] เรื่องเดียวกัน,หน้า220-221


[10] สุวรรณประภาสสูตร ยังรู้จักในนาม สุวรรณประภาสอุตตเมนทรราชา หรือ สุวรรณประภาโสตตสูตร


[11] จำนงค์ ทองประเสริฐ บ่อเกิดวัฒนธรรมประเพณีญี่ปุ่นเล่ม 1,ราชบัณฑิตยสถาน,2514หน้า212


[12] เรื่องเดียวกัน,หน้า209


[13] สุรพล เพชรศร สาระสำคัญแห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตร,กลุ่มศึกษาสัทธรรมปุณฑริกสูตรธรรมสารจำกัด,บริษัทเคล็ดไทย,2543 หน้า 9


[14] Juliet Piggott Japanese Mythology, The Hamlyn Group limited London.New York.Sydney.Toronto.1982p.134-136


[15] Ibid.


[16] Ibid.


[17] ส.พรายน้อย เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น,สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,โรงพิมพ์แพร่พิทยา,กรุงเทพ 2517หน้า181-18และ Juliet Piggott Japaness Mythology, The Hamlyn Group limited London.New York.Sydney.Toronto. 1982p.55-60


[18] โชกุนโต กุกาวา อิเยมิตสุ เป็นผู้ก่อตั้งตระกูลโชกุน โตกุกาวา ที่สืบทอดตำแหน่ง ถึงโชกุนเคอิกิซึ่งเป็นโชกุนคนสุดท้ายที่ลาออกใน พ.ศ.2410 และอำนาจทั้งหมดก็กลับคืนไปสู่พระจักรพรรดิ คือพระจักรพรรดิเมยิ


[19] ส.พรายน้อย เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น,สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,โรงพิมพ์แพร่พิทยา,กรุงเทพ 2517หน้า180


[20] Juliet Piggott Japanese Mythology, The Hamlyn Group limited London.New York.Sydney.Toronto.1982p.136-138


[21] ส.พรายน้อย เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น,สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,โรงพิมพ์แพร่พิทยา,กรุงเทพ 2517หน้า144


[22] ส.พรายน้อย เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น,สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,โรงพิมพ์แพร่พิทยา,กรุงเทพ 2517หน้า182


[23] Juliet Piggott Japanese Mythology, The Hamlyn Group limited London.New York.Sydney.Toronto.1982p.135-136


[24] ผาสุก อินทราวุธ,รศ. ดร. กล่าวว่าในรูปตันตระในธิเบต จะมีวรรณแดง มี 3 เศียร 6 กร ในญี่ปุ่นนั้นเทพีเบนเตนจัดเป็นภาคหนึ่งของพระสรัสวดี

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563

นางแก้วหน้าม้าการศึกษาเปรียบเทียบกับนางโยคินีของอินเดีย


โดย วรเดช มีแสงรุทรกุล และ ปทุมวดี ล้ำเลิศ
ตีพิมพ์ในวารสาร ครุศาสตร์ราชภัฏวิชาการ ปี 2556 ของ มรภ.นครราชสีมา 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>




มีนักวิชาการหลายท่านในเมืองไทย มีความเชื่อว่านางแก้วหน้าม้าของเราได้รับอิทธิพลมาจาก นางกินนรี

ที่ปรากฏในวรรณคดีของอินเดียว่ามีหน้าเป็นม้าตัวเป็นหญิง แต่ความจริงว่าคำว่า กิม ในภาษาบาลีสันสกฤตแปลว่า “อะไร” เมื่อบวกกับคำว่า นร กลายเป็นคำว่า “กินนร” ตามหลักการสมาสคำตามไวยากรณ์บาลีสันสกฤต

(เสียง /ม/ กลายเป็น /น/ ตามเสียงที่ตามมาเพราะเป็นเสียงนาสิกเหมือนกัน) จึงแปลว่า “คนอะไร?” หมายถึง ครึ่งคนเท่านั้นแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นครึ่งคนครึ่งอะไร

และถ้าเป็นเพศหญิงก็จะเรียกว่า “กินนรี”  (ไทยใช้กินรี) แต่ศัพท์ว่า “กินนร,กินนรี” กลับถูกนำไปใช้เรียกอมนุษย์พวกหนึ่งในวรรณคดีบาลีที่เป็นครึ่งคนครึ่งนก

ส่วนทางวรรณคดีสันสฤตว่าเป็นคนมีเศียรเป็นม้า ทำให้เกิดความสับสนเล็กน้อยว่าตกลงว่า “กินนร” คือตัวอะไรกันแน่?

ต่างจากภาษาทมิฬที่สร้างความชัดเจนกว่า

คือจะเรียกสัตว์ที่เป็นครึ่งคนครึ่งนกในวรรณคดีว่า “กิมปักษี” หมายถึง “นกอะไร” ส่วนกิมบุรุษ

คือ อมนุษย์ในวรรณคดีสันสกฤตเช่นกันที่ตัวเป็นสัตว์หน้าเป็นคน (ต่างกับ กินนร ที่ หน้าเป็นสัตว์แต่ตัวเป็นคน) [๑]



ซึ่งถ้าหากจะว่าตามความชื่อของอินเดียนางแก้วหน้าม้าก็คือ นางกินนรี นี่เองซึ่งตามตำรา พุทธศาสนาว่าเป็นบริวารของท้าวกุเวร แต่ทางสันสกฤตว่าเป็นบริวารของพระศิวะ แต่ที่มาของนางแก้วหน้าม้าที่น่าสนใจนั้นอาจจะเป็นได้ว่าจะมาจากแหล่งอื่นอีก เช่น

๑.จากนางอัศวมุกขียักษี ซึ่งเป็นนางยักษิณีหน้าม้าซึ่งปรากฏอยู่ในวรรณะกรรมพุทธศาสนา

ในพระไตรปิฏกคือปทกุศลมาณวชาดก บางครั้งเรียกว่า “อัศวมุกขีชาดก” ซึ่งเล่าว่า อดีตชาตินางเป็นมเหสีของกษัตริย์พาราณสีได้พูดปดกับกษัตริย์ เมื่อถูกคาดคั้นเอาความจริงจึงได้สาบานว่าหากตนพูดปด ขอให้ตายไปเกิดเป็นนางยักษ์หน้าม้า
ซึ่งด้วยผลกรรมนี้เมื่อได้ตายไปจึงไปเกิดเป็นนางยักษ์หน้าม้า อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์
วันหนึ่งไปจับพราหมณ์คนหนึ่งมาจะกิน เกิดเปลี่ยนใจเก็บไว้เป็นสามีและอยู่ด้วยกันจนมีลูกด้วยกันคนหนึ่งซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติ ทุกๆวันก่อนออกไปหาอาหารนางจะนำหินก้อนใหญ่มาปิดปากถ้ำเพื่อขังลูกกับสามีของนางไม่ให้หนีไปไหน แต่เมื่อลูกของนางโตเป็นหนุ่มแล้วมีพลังมากจึงผลักหินหนีออกไปกับพ่อของตน เมื่อนางกลับมาไม่เจอก็ตามไป ลูกของนางกับสามีของนางหนีขึ้นไปบนเขาแห่งหนึ่ง และลูกของนางก็ตั้งความสัตย์ขออำนาจเทวดาเป็นที่พึง ทำให้นางไม่สามารถตามขึ้นไปบนเขาได้ จึงได้ร้องไห้จนอกแตกตายอยู่ที่ตีนเขา

แล้วลูกของนางกับสามีก็กับเข้าไปใช้ชีวิตในเมือง สุดท้ายลูกของนางซึ่งก็คือพระโพธิสัตว์ก็ได้เป็นกษัตริย์พาราณสี ดูแล้วเรื่องจะคล้ายผสมกันระหว่างเรื่อง พระอภัยมณี กับ สังข์ทอง แต่เรื่องอัศวมุขีชาดกมีมาก่อน

๒. เรื่องทำนองเดียวกัน นางรากษสีหน้าม้า ในตำนานเกี่ยวกับ พระสขันธกุมารได้กล่าวว่า นางฟ้าตนหนึ่งทำผิดจึงถูกสาปให้เป็นเกิดเป็นนางรากษสหน้าม้านางมีความศรัทธาต่อเจ้าแม่กาลีมาก จึงจับพวกพราหมณ์ที่ทำการบูชาต่อพระศิวะด้วยวิธีการที่ผิดทำเนียมต่างๆทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ มาขังไว้ในถ้ำของนางเมื่อใดได้คบพันคนจะฆ่าพร้อมกันทั้งหมดเพื่อบูชาเจ้าแม่กาลี วันหนึ่งนางไปจับเอาพราหมณ์คนสุดท้ายมาซึ่งพราหมณ์คนนี้ได้สวดของความช่วยเหลือต่อพระสกันธกุมาร

ในขณะที่นางรากษัสหน้าม้าไปอาบน้ำก่อนกับมาทำพิธีพระสกันธกุมารก็เลยพุ่งหอกทำลายหินปิดปากถ้ำและปล่อยคนทั้งหมดออกไปเมื่อนางกับมาเห็นพอดีก็ตกใจ และในขณะเดียวกันพระสกันธกุมาร

ก็พุ่งหอกลงปักหัวใจของนาง ก่อนตายนางได้สวดเรียกพระสกันธกุมารวิญญาก็คงจะได้ไปสวรรค์ตามแบบนิยายแขก เรื่องนี้ดูเค้าแล้วจะไกลไปกว่านิทานพื้นบ้านไทยจะคล้ายก็มีเค้าเรื่องนางยักษ์ผีเสื้อในอภัยมณีเท่านั้น

๓. แม่ซื้อ ประจำวันต่างๆ มีแม่ซื้อในวันจันทร์ที่มี หน้าเป็นม้าด้วย
เชื่อว่าแม่ซื้อที่มีหน้าเป็นสัตว์ประจำวันนั้นก็คือสัตว์ประจำวันที่เป็นพาหนะของเทพนพเคราะห์ต่าง ๆ นั้นเองแต่ถ้ามองกลับกันแล้วในอินเดียเทพเจ้านพเคราะห์นั้นไม่ได้มีการขี่สัตว์ดังกล่าวเช่นเดียวกับความคิดของเรา เช่น พระอาทิตย์ของเขาทรงม้า เหมือนพระจันทร์ และ พระเสาร์ขี่อีกา เป็นต้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าแม่ซื้อประจำเป็นนี้เอง ที่เป็นที่มาของสัตว์ที่เป็นพาหนะประจำวันของเทพต่าง ๆ และก็ต่อมาก็กลายเป็นว่าพระนพเคราะห์ต่างได้มีกำลังมาจากการนำสัตว์ต่างๆเหล่านั้นมาบดและชุบขึ้นเป็นเทพซึ่งกำลังของฮินดู ก็คือศักติที่เป็น ชายาของเทพ ก็ถูกเปรียบว่าเป็นกำลังของเทพองค์นั้นๆเช่นกัน

ดังนั้นแม่ซื้อประจำวันต่าง ๆ นั้น อาจจะเทียบได้กับนางโยคินี ซึ่งนางโยคินีนี้ก็คือบริวารเทพนารีที่มีฤทธิ์มากของพระศิวะและอุมาเทวีและบางก็ว่าคืออวตารของเจ้าแม่อุมาเทวีนั้นเอง มีถึงหกสิบสี่นางนิยมสร้างไว้บูชารอบวิหารของพระศิวะ ซึ่งนักวิชาการแขกบางทางท่านก็เชื่อว่านางอัปสรตามที่เราเห็นอยู่ในนครวัดทั้งหลายนั้นแท้ที่จริงแล้วคือนางโยคินีนี่เอง ซึ่งนางโยคินี นี้มีหลายประเภทที่มีรูปงามดังนางฟ้าน่ากลัวอย่างกาลี หรือ มีหน้าเป็นสัตว์ก็มี 

ที่ว่ารูปงามนั้น ก็คือนางจิตราเลขาพี่เลี้ยงของอุษาที่อุ้มพระอนิรุทธิ์มาให้นางอุษา นางก็คือนางโยคินีที่พระกฤษณะของไปเป็นชายาแลกกับที่พระศิวะของให้ไว้ชีวิตพาณาสูระพ่อของนางอุษาเรื่องของนางอุษาและพระอนิรุทธิ์นี้ถือว่าเป็นอนุภาคเรื่องเล่าจากคัมภีร์ภควัตปุราณะ (ซึ่งทมิฬเรียกว่า คัมภีร์ “ภควัตตัม”) ซึ่งเป็นวรรณคดีสันสกฤตที่ว่าด้วยเรื่องเล่าของพระกฤษณะกับพวกญาติของพระองค์ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องมหาภารตะหนึ่งในมหากาพย์ที่สำคัญที่สุดของอินเดีย ส่วนนางโยคินีที่รูปหน้าเป็นสัตว์นั้น

สามารถเทียบได้กับแม่ซื้อวันต่างๆคือ



๓.๑. วันอาทิตย์ แม่ซื้อ วิจิตรมาวรรณ ตรงกับนางโยคินี สิงหมุกขี ทั้งสองมีหน้าเป็นสิงข์


๓.๒. วันจันทร์ แม่ซื้อ วรรณนงคราญ ตรงกับนางโยคินี หยานะนา ทั้งสองมีหน้าเป็นม้า


๓.๓. วันอังคาร แม่ซื้อ ยักษบริสุทธิ์ ตรงกับนางโยคินี วฤษานะนา ทั้งสองมีหน้าเป็นมหิงษา(ควาย)


๓.๔. วันพุธ แม่ซื้อ สามลทัส นางโยคินี ตรงกับนางโยคินี คชานะนา และไวนายกี ต่างก็มีหน้าเป็นช้าง


๓.๕. วันพฤหัสบดี แม่ซื้อ กาโลทุกข์ ตรงกับนางโยคินี มฤคศิระ ทั้งสองมีหน้าเป็นกวาง


๓.๖. วันศุกร์ แม่ซื้อ ยักษ์นงเยาว์ ตรงกับนางโยคินี โคมุกขี ทั้งสองมีหน้าเป็นวัว


๓.๗. วันเสาร์ แม่ซื้อ เอกาไลย์ ตรงกับนางโยคินี วยาฆมุกขี ทั้งสองมีหน้าเป็นเสือ

(นางวยาฆมุกขี นี้คือนางโยคินีหรือ ทากินี ที่ปรากฏอยู่เป็นผู้ช่วยของนาง สิงหมุขี หรือ วัชรวราหี

(เจ้าแม่วราหี ในทิเบต ซึ่งทิเบตกับพม่า มอญนั้นใกล้กันไม่แปลกถ้าเราจะรับมาจากมอญ หรือพม่าอีกที)



นางโยคินี นี้มีชื่อเล่นที่ใช้เรียกกัน คือ นางยักษี นางยักษิณี นางรากษสี นางรักษากรณี จึงไม่แปลกที่นางหยานะนา จะกลายเป็น อัศวมุขียักษี ในพระบาลี หรือ อัศวมุขีรากษสีในนิทานปุราณะอื่น ๆ และถูกเหยียดหยามไปว่าเป็นนางปิศาจในที่สุด แท้ที่จริงแล้ว นางคือนางเทพเทพารักษ์ซึ่งมีต้นกำเนิดครั้งแรกน่าจะมาจากกลุ่มของนางสัปตมาตริกา ที่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีอินเดียว่าเป็นความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากนางรำทั้งเจ็ดตนที่ฟ้อนรำบูชาพระปศุบดี

เทพพื้นเมืองของพวก “ดาวิเดียน” (บรรพบุรุษของชาวทมิฬ) จากยุคอารยธรรมสินธุของอินเดียโบราณซึ่งพัฒนาการกลายเป็นพระศิวะในภายหลัง และนางรำทั้งเจ็ดนั้นกลายเป็นอวตารบางต่างๆของเจ้าแม่ทุรคาที่ครั้งหนึ่งนางต้องแบ่งภาคไปเพื่อจะรบกับ อสูรปิศาจ “รักตพีชะ”ที่ได้พรว่าถ้าเลือดของมันหยุดลงพื้นหยุดหนึ่งก็จะกลายเป็นตัวมันขึ้นอีกตัวหนึ่งขึ้นทันที่ไม่หมดไม่สิ้น

นางทุรคาจึงแบ่งภาคเป็นเจ็ดปาง คือ ๑.พรหมณี ทรงหงษ์,๒.มเหษวรี ทรงวัว,๓.เคามรี ทรงนกยุง,

๔.ไวษณวี มีสีกรถือคฑาจักรสังข์อย่าวิษณุ ทรงครุฑ,๕.วราหี มีหน้าเป็นหมูป่า ทรงแพะ หรือควาย,

๖.อินทราณี ทรงช้าง, และ ๗. จมุนทา(กาลี) ทรงสุนัขจิ้งจอก หรือ นรสิงหี ทรง สิงห์โต.



ซึ่ง นรสิงหี ที่เป็น นางเทวีหน้าสิงห์ นั้นอาจจะเป็นที่มาของ “นางสิงหมุขี” ในโยคินีซึ่งต่อมาจาก เจ็ดนางสัปตมาตริกา โดยได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมโดยผนวกเอาเทพพื้นบ้านท้องถิ่นต่างของชาวพื้นเมืองเดิมของอินเดียในถิ่นต่างๆเข้าไป จนในที่สุดก็เลยกลายเป็น นางโยคินีหกสิบสี่นางขึ้นมาเป็นอีกกลุ่มหนึ่งนั้นเอง

ซึ่งความนับถือนางสัปตมาตริกาและนางโยคินีนี้ก็มีคลายคลึงกันว่าเป็น “เทพีแห่งการปกปักรักษา”“เป็นผู้ทำให้สิ่งที่รบกวนหมดไป”(พวกมาร) พวกนางจึงมีฐานะเป็นถึงเทวีมิใช่อสูรปีศาจแต่อย่างใดต่อมาเมื่อความเชื่อนี้เข้ามาสู่เขมรจึงกลายเป็นว่านางคือเทพรักษ์รักษาครรภ์เด็กและเมื่อเด็กเกิดมาแล้วยังสามารถให้คุณหรือโทษกับเด็กอีกด้วย

ก็เหมือนกับการบูชานางศักติทั้งหลายของอินเดียที่สามารถให้คุณและโทษก็ได้เพราะพระแม่เจ้ามีทั้งปางเมตตาและปราบมาร จนสุดท้ายก็พัฒนามาเป็นแม่ซื้อประจำวันจนในที่สุดก็ได้กลายเป็นเทพพาหนะของนพเคราะห์ไทยไปก็เป็นได้

(แต่ก็น่าสงสัยว่าในตำราเฉลิมไตรภพ ตำราที่ว่าด้วยตำนานกำเนิดเทพนพเคราะห์ทั้งหลาย

กล่าวว่า “พระจันทร์เกิดมาจาก เหล่านางฟ้า ไม่ใช่ม้าในขณะที่เทพทั้งหลายมาจากพลังของสัตว์พาหนะ ที่อาจนับได้ว่าเป็นศักติในความคิดแบบไทย ๆในความคิดฮินดูศักติคือเทวี”)

๔. มาจากนางโยคินี โดยตรงดังกล่าวไปแล้วว่า นางโยคินี นั้นมีลักษณะเป็นเทวี มีทั้งปางที่งามและไม่งาม มีปางที่มีหน้าหรือเศียรเป็นรูปสัตว์ที่สำคัญเช่น


๔.๑. โยคินี เทวีอุมา มีหน้าเป็นนกแก้ว อุ้มเด็กที่เป็นมีหน้าเป็นหมู (น่าจะเป็นตัวแทนของวราหาวตาร)


๔.๒. โยคินี ไวนายกี มีหน้าเป็นช้าง ทรงหนูยักษ์(ตัวแทนแห่งศักติของพระวิฆเนศ)


๔.๓. โยคินี ศศกานะนา มีหน้าเป็นกระต่าย และมีกระต่ายบางตัวหมอบอยู่ใกล้


๔.๔. โยคินี สรปัสยา มีหน้าเป็นงู และมีพญางูแผ่แม่เบี้ยข้างหลังนาง ทรงช้าง


๔.๕. โยคินี หยานะนา มีหน้าเป็นม้ามือหนึ่งถือปลา มือหนึ่งอุ้มเด็กที่มีหน้าเป็นม้า

(น่าจะเป็นตัวแทนของ “หยะครีวะ” วิษณุุอวตารเป็นกินนรหน้าม้า)


๔.๖. โยคินี อชานะนา มีหน้าเป็นแพะ


๔.๗. โยคินี โคมุกขี มีหน้าเป็นวัว ทรงวัว


๔.๘. โยคินี ฤกษานะนา มีหน้าเป็นหมี สี่แขน


๔.๙. โยคินี คชานะนา มีหน้าเป็นช้าง ถือสายฟ้า (ตัวแทนศักติแห่งพระอินทร์)


๔.๑๐. โยคินี มฤคศิระ มีหัวเป็นกวาง ถือปลา อีกมือถือดอกบัว


๔.๑๑. โยคินี วฤษานะนา มีหน้าเป็นมหิงษา(ควายป่า) ถือคฑา อีกมือถือผลไม้


๔.๑๒. โยคินี สิงหมุกขี มีหน้าเป็นสิงโต อุ้มเด็กหน้าสิงห์ (ตัวแทนของ นรสิงหาวตาร)


ซึ่งโยคินีบางนาง เช่น หยานะนา ,เทวี อุมา และ สิงหมุกขี ต่างก็อุ้มเด็กที่เป็นเสมือน อวตารของวิษณุอยู่ด้วยซึ่งก็หมายถึงพลังของเทพองค์นั้นๆมีที่มาจากพลังคุ้มครองของพวกนางหรือพวกนางคุ้มครองปางอวตารนั้นๆของพระวิษณุองค์น้อยนั้น ผู้เป็นเสมือนปฐมเทพผู้ได้รับการเคารพว่าเป็นต้นแบบของจอมกษัตริย์ในแผ่นดินสุวรรณภูมิมาแต่ครั้งโบราณ

จึงไม่แปลกที่นางโยคินีเหล่านี้จะเคยเป็นเทวีผู้รักษา ยุวกษัตริย์ จอมกษัตริย์และท้ายที่สุดจะกลายเป็นแม่ซื้อผู้รักษาลูกเด็กเล็กแดงทุกคนโดยไม่เลือกในที่สุดแต่เรื่องของนางหยานะนา นี้ไม่มีอะไรมากนักที่น่าสนใจเท่ากับ “วราหี”


เพราะนางแก้วหน้าม้านั้นในวรรณคดีไทยนั้นเป็นหญิงรูปไม่งาม แต่ไม่ได้เป็นยักษ์ปีศาจเช่นดัง “อัศวมุกขียักษี” ดังในอัศวมุกขีชาดกซึ่งได้มีการกล่าวอ้างถึงอีกในคัมภีร์ปริชาติชาดก

ในพรหมชาติฉบับเก่าที่กล่าวถึงเรื่องฤกษ์การเดินทัพว่า มียามร้ายยามหนึ่งอ้างถึงนางอัศวมุขีเหมือนกันเช่น “นางอัศวมุกขีลักพาตัวพราหมณ์ไปถ้ำ” ที่น่าจะเป็นที่มาของพระอภัยมณีมากกว่า

แต่นางแก้วหน้าม้ามีบริวารที่เป็นเมียของพระปิ่นแก้วคือนางยักษีสองพี่น้องซึ่งก็คล้ายกับศักติทั้งหลายและนางกาลีที่มีบริวารสองนางเป็นนางปีศาจสองนางเช่นกันและนางศักติที่สำคัญอีกนางหนึ่งคือนางวราหีนั้นก็ถืออาวุธชนิดหนึ่งคล้ายมีดหรือดาบสั้น

ซึ่งดาบนี้ในทางทมิฬเรียกว่า “เวฏฏุกกัตติ” (เขียนเวฏฏุกกัตติ อ่าน “เวดดุกกัตติ”) มีความหมายว่ามีดที่ใช้ตัดหรือแล่เนื้อสัตว์ โดย เวฏฏกกัตตินี้ มีขนาดทั้งที่เป็นเท่ากับพร้าของเราใช้ฟันต้นไม้ และขนาดย่อมใช้แล่เนื้อ สับปลา และเฉาะมะพร้าว ซึ่งใช้งานในครัวในทางทมิฬไม่ผิดไปจากอีโต้บ้านเราผิดก็แต่มันมีหัวเป็นรูปพระจันทร์ยาวขึ้นไปอีกหน่อยเท่านั้นถ้าตัดไปแล้วก็กลายเป็นอีโต้บ้านเราดี ๆ นี่เอง


ในทางอินเดียใต้นี้ วราหี เทวี ซึ่งหมายถึง วราหะ เพศหญิง (นั้นไม่ใช่ วร+...)ก็ถืออีโต้ทมิฬนี้ที่เรียกว่า “เวฏฏุกกัตติ” ไว้ฟาดฟันกับพวกมารเช่นเดียวกับนางแก้วหน้าม้านางเอกของเราเหมือนกันซึ่งนางวราหีมีกำเนิดมาจากการแปลงภาคของนางทุรคา แต่บางตำนานก็ว่าในขณะที่ศิวะกำลังสู้กับอันธกาสูรปิศาจ(อสูรแห่งความมืด) ซึ่งได้รับพรเช่นเดียวกับ “รักตพีชาสูร” (อสูรที่มีเลือดเป็นพืชพันธุ์) ที่ว่า “หากหยดเลือดของอสูรตนนั้นตกลงดินเมื่อใดก็จะกลายเป็นอสูรทั้งหลายมาช่วยรบ”ศิวะจึงได้เรียกนางวราหีมาช่วยดื่มเลือดของอันธกาสูร

ดังนั้นศิวะจึงเป็นเทพแห่งแสงสว่างผู้ต่อสู้กับปีศาจแห่งความมืดคือ“อันธกาสูร” ดังเช่นแสงสว่างที่ขับไล่ความมืดไป พระองค์จึงมีคุณลักษณะคล้ายกับเทพผู้ให้นางแก้วหน้าม้ามาเกิด และที่สำคัญนางวราหีมีความกำกวมที่บางตำนานกล่าวว่านางเองก็คือชายาของวราหาวตารด้วย

ซึ่งนั้นก็เท่ากับว่านางก็คือปางหนึ่งของพระลักษมีเทพแห่งความงามด้วยเมื่อปราบอสูรแล้วนางก็หายไปก็เท่ากับว่าไปร่วมกับพระลักษมีหรือทุรคาเทวีซึ่งต่างก็เป็นเทวีรูปงามผู้ไม่เป็นรองใครในจักรวาล ก็เหมือนกับนางแก้วหน้าม้าที่เดี๋ยวก็แปลงเป็นหญิงงามเดี๋ยวก็กลับไปใส่รูปม้าส่วนที่ว่า “นางมีแหวนที่แปลงเป็นชาย” ด้วยก็ได้นั้น ก็เหมือนกับความกำกวมระหว่างพระวิษณุ ,นางโมหินี

และ พระแม่อุมา เช่นในวรรณคดีสันสกฤต “สฤตกฤถาสาคร” กล่าวว่า พระวิษณุขอพรให้ได้เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดพระศิวะพระศิวะก็เลยให้พรตามนั้นโดยให้วิษณุแบ่งภาคเป็นพระแม่อุมา (แต่ทางวรรณคดีทมิฬถือว่าพระวิษณุเป็นพี่ชายพระอุมา) และตำนานที่นางอัปสราวตารของพระวิษณุคือ “นางโมหินี” แต่งงานกับพระศิวะ มีบุตรชายคือ “หริหระ” หรือ “ไอยยัปปา” (ไอยยัปปา เป็นเทพท้องถิ่นของรัฐเกลารา แต่ทางรัฐทมิฬนาดู เรียก “ไอยานาถ”) ฉะนั้นในสกันธปุราณะ จึงว่าพระวิษณุก็คือ บุรุษศักติของพระศิวะนั้นเอง ฉะนั้นจึงเหมือนกับการที่นางแก้วหน้าม้าเดียวก็เป็นหญิงหน้าม้า เดียวก็เป็นหญิงงาม เดียวก็เป็นชาย ทั้งหลายเหล่านี้ก็เพื่อรับใช้พระปิ่นแก้วสามีของนางเช่นกัน

ฉะนั้นการที่นางแก้วหน้าม้าจะใช้อีโต้หรือพร้าของนางไปชะลอเขาพระสุเมรุ และขี่เรือเหาะได้นั้นก็ไม่แปลก ก็นางศักติทั้งหลายนั้นมีฤทธิ์มากขนาดตบเท้าเต้นไม่กี่ทีโลกก็จะพินาศแล้วขนาดพระศิวะยังต้องกลัวจนต้องเอาตัวไปรองรับ ดังเช่นตอนที่นางกาลีแผลงฤทธิ์เมื่อสังหารรักตพีชาสูรสำเร็จ

ส่วนอีกตำนาน ที่ว่าหญิงมีหน้าเป็นม้าถอดรูปได้นั้นก็คือ ตำนานของเจ้าหญิงโจฬะ ผู้นับถือเจ้าแม่ “เชษฐเทวี” ผู้เป็นเทวีแห่งโชคร้ายตัวจริงของแขกตัวจริง ไม่ใช่กาลี (กาลีเป็นเทวีแห่งกาล ซึ่งหมายถึงเวลา หรือความตายก็ได้) นางเป็นพี่ของพระลักษมีว่ากันว่าเกิดมาแต่ครั้งกวนกระเษียรสมุทร และเกิดก่อนพระลักษมี

เนื่องจากนางมีรูปไม่งามคือท้องใหญ่และผิวดำ เทพทั้งหลายจึงยกหน้าที่ให้นางเป็นเทวี
แห่งความโชคร้าย และเป็นชายาของฤๅษี “ทุสฺสหะ” แต่บางตำนานก็ว่านางคือชายาของพระเสาร์ เทพแห่งเคราะห์ร้าย

โดยที่ตำนานที่เก่าที่สุดว่า นางก็คือชายาของ “พระเชษฐเทวะ” ซึ่งถือว่าเป็นปางหนึ่งของพระศิวะเช่นกัน ฉะนั้นรูปปรากฏของนางมักจะมีคนที่มีหัวเป็นวัว และหญิงงามขนาบซ้ายขวา ซึ่งบางตำนานก็ว่าคนที่มีหัวเป็นวัวคือลูกชายนางที่เป็นหญิงงามคือหญิงรับใช้ แต่บางตำนานก็ว่า มีหัวเป็นวัวนั้น ที่จริงเป็นหัวม้า
บางก็ว่าเป็นหัวหมาเลยก็มี แต่บางตำนานว่าเป็นเจ้าหญิงโจฬะ เกิดมามีชะตากรรมมีหน้าคล้ายสุนัข
ดังนั้นจึงไปบวงสรวงต่อเจ้าแม่เชษฐเทวี ที่ตนศรัทธาเมื่ออาบน้ำในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ในเทวสถานแล้ว ก็กลับกลายเป็นสาวงาม ซึ่งตำนานนี้คล้ายคลึงทั้งเรื่องนางแก้วหน้าม้าแปลงเป็นสาวงามและเรื่องบ่อน้ำวิเศษในเรื่องนางโสนน้อยเรือนงาม[๒]



ซึ่งผู้เขียนมีความสงสัยว่า อย่าว่าแต่วรรณกรรมไทยเลย วรรณกรรมจีนก็เช่นกัน

เจ้าแม่ “หนี่วอ” ในเรื่องห้องสิน ก็อาจได้รับอิทธิพลมาจาก เจ้าแม่กาลี ที่มีผู้รับใช้เป็นนางสุนัขจิ้งจอก และก็นางเชษฐเทวีนี้ที่มีเอกสาวกคือเจ้าหญิงโจฬะที่มีหน้าเป็นสัตว์ (ม้า หรือ หมาก็ว่า) ที่สุดท้ายกลายเป็นนางงามในที่สุดเพราะบูชาเจ้าแม่เชษฐเทวี
และที่ธิเบตเองนางทากินีที่เรียกว่า “ลัมบุกะ” นั้นมีหน้าเป็นสุนัขป่า อีกด้วยผู้เขียนก็คิดว่าเดิมเจ้าแม่หนี่วอหรือหนึ่งวาสี นั้นเดิมคือเทพธิดาแห่งจันทร์ของจีนและเป็นผู้สร้างมนุษย์มีร่างเป็นงูในตำนานจีนโบราณ แต่เมื่ออารยธรรมอินเดียแพร่ไปถึงจึงเกิดการผนวกเทพดั้งเดิมของจีนกับเทพแขก ดังเช่นในวรรณคดีจีนเรื่อง “ห้องสิน”มีการเพิ่มบทบาทให้เป็นราชินีสวรรค์ “หนี่วอ” เหมือนเจ้าแม่กาลี และมีบริวารเป็นปีศาจจิ้งจอกซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนางทากินี “ลัมบูกะ”ที่มักปรากฏตัวเป็นบริวารของพระโพธิสัตว์ปางดุร้ายของธิเบตต่างๆ เช่น เหมวชิระโพธิสัตว์ เป็นต้น ส่วนนาจาเทพกุมารในเรื่องห้องสินนั้นอาจจะมาจาก “มุรุคา”ซึ่งเป็นเทพกุมารของอินเดียใต้ว่าเป็นปางหนึ่งของสกันธกุมาร


ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่านางแก้วหน้าม้าของเรา หรือโสนน้อยเรือนงามหรือ พระอภัยมณีจะเป็นวรรณกรรมแปลมาจากอินเดีย เพียงแต่ว่าเรารับอิทธิพลเพียงบางอย่างเล็กมาจากฮินดูเท่านั้น และสิ่งที่ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นก็คืออะไรที่เราคิดได้ แขกเขาหรือใครอื่นเขาก็มีปัญญาคิดได้เหมือนกันและยังคิดได้มาก่อนอีกต่างหาก ซึ่งการที่นิทานพื้นบ้านนั้นครองจิตใจและคนไทยนั้นแท้ที่จริงแล้ว เพราะว่าตัวละครและเนื้อเรื่องได้สอดแทรกความเป็นไทยและวิถีชีวิตไทยไว้ต่างหากการที่คนรุ่นใหม่คิดว่าเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆนั้น เป็นเรื่องน้ำเนา

แต่เรื่องน้ำเนาเป็นนั้นและคือข้อมูลทางคติชนวิทยาที่สามารถนำมาศึกษาและสื่อแสดงออกถึงวัฒนธรรมความเป็นไทย อนึ่งในตำนานของมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ก็มีเรื่องเล่าถึงอมนุษย์หน้าม้าแปลงเป็นคนได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่กล่าวถึงเป็นเพศชาย ฉะนั้นนางแก้วของเราก็ดูจะเป็นญาติห่าง ๆ กับวราหีเสียมากกว่าซึ่่งเธออาจจะมีชื่อเล่นว่า “โยคินี หยานะนา” (หยะ แปลว่าม้า อานะนัม แปลว่า หน้า

แต่เวลาได้ยินสวดกันได้ยินทมิฬเขาสวดบูชาพระคเณศว่า คชานะนา เลยเขียนเป็น หยานะนา ฟังเพราะกว่า หยานะนัม) คำว่าหยานะนา นั้นปรากฏอยู่ ในอัคนีปุราณ แต่ในบทสวดสรรเสริญ วราหี นั้นก็ปรากฏชื่อนางโยคินีอื่น ๆ ที่มีหน้าเป็นสัตว์เช่น นางโยคินี หน้าเสือ นางโยคินี หน้าสิง เช่นกัน

ส่วนใน สกันธปุราณะ ปรากฏ นางโยคินี หน้าช้างคือ คชานะนา และนางโยคินีหน้าม้าชื่อ หยะครีวา (เป็นนางโยคินีหน้าม้า) เป็นศักติโยคินีของ หยะครีวะ (เป็นคนธรรพ์ หน้าม้า)

แต่ในคัมภีร์ต่างๆในสันสกฤตนั้น ยังไม่พบที่เรียกนางโยคินีหน้าม้าว่า “อัศวมุขี” พบแต่ว่าในวรรณคดีสันสกฤตกล่าวถึงเรื่องนางอัศวมุขีรากษสี ซึ่งเป็นนางปีศาจรากษสีกินคนหน้าม้าในนิทานเกี่ยวกับพระสกันธกุมาร และในบาลีวรรณคดีบาลี เรื่องอัศวมุขียักษี จากเรื่องอัสวมุขีชาตกะ,

ในพระสุตันตปิฏก ฉะนั้น หยานะนา หยะครีวา อัศวนี เป็นชื่อของ นางโยคินี (ชื่ออัศวนี เป็นชื่อชายาของพระจันทร์ด้วย) ส่วน อัศวมุขี นั้นเป็นชื่อของนางปีศาจกินคน รากษสี หรือ นางยักษิณี แต่รายชื่อที่ถือเอาว่าเป็นนางโยคินีนี้ เช่น นางอชานะนาซึ่งเป็นโยคินีหน้าแพะนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นนางอสูร ที่เคยมารังแกนาง “อินทรานี” ชายาพระอินทร์ในขณะที่พระอินทร์ไม่อยู่ จน “พระหริหระ” หรือ “ไอยัปปา” ต้องมาปราบเช่นกัน ฉะนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า นางโยคินีนี้ก็อาจจะเป็นเทพท้องถิ่นนิกายศักติ ที่เดิมคงถูกนิยมนับถืออยู่กันว่าเป็นเทวี ต่อมาในภายหลังจึงถูกลดบทบาทลง เพราะมีเทพหรือเทวีองค์อื่นของชาวอารยันเข้ามาแทนที่ ก็เลยกลายเป็นเทพชั้นรอง และเลยเถิดจนถึงกลายเป็นปีศาจไปในที่สุด



...........................................๗...............................................



เอกสารอ้างอิง

ก่องแก้ว วีระประจักษ์. แม่ซื้อ. ศิลปากร. ปีที่ ๕๒. ฉบับที่ ๕. หน้า ๑๑๐-๑๑๓.

นริศรานุวัดดิวงศ์, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา และอนุมานราชธน,พระยา.บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ โอการแม่ซื้อ เรื่องปลูกมะพร้าว เพื่อการฝังรก. ศิลปากร. ปีที่ ๘. ฉบับที่ ๓. หน้า ๒๐-๒๘.

ประจักษ์ ประภาพิทยากร.(๒๕๓๒). นารายณ์สิบปาง ๔ สำนวน. กรุงเทพ: พี.วาทินพับลิเคชั่น.

พ.สุวรรณ.(๒๕๕๐). ตำราพรหมชาติ: สำหรับประชาชน. กรุงเทพฯ: บ้านมงคล.

Awasthi, A.B.L. (1983). Studies in Skanda Purana. Lucknow: Kailash Prakashan.

J.L. Shastri. (1970-1985). Ancient Indian tradition & mythology. Translated by a Board of schools. Delhi: Montital Banarsidss.

Machenzie, Donald A. (1989). Myths & Legends of India. Singapore:GrahamBrash.

Murthy, K. Krishna. (1985). Mythical animals in Indian art. New Delhi: Abhinav.

Noble, Margaret Elizabeth and Ananda K. Coomaraswamy. (1867-1911). Myths of the Hindus & Buddhists. New Delhi: Sagar.

Roveda, Vittorio.(2005). Images of the gods: Khmer mythology in Cambodia, Thailand and Laos. Bangkok: River Books.

Shulman, David Dean. (1980). Tamil temple myths: sacrifice and Divince marriage in South Indian Saiva tradition. Princeton, N.J.: Princeton University Press.

Stutley, Margaret. (1980). Ancient Indian magic and folklore: an introduction. London: Routledge&Kegan Paul.

Zimmer,Heinrich Robert. (1943). The art of Indian Asia: its mythology and transformations. Compiled and edited by Joseph Campbell. Delhi: Motilal Banarsidass.






[๑] K.Krishna Murthy กล่าวโดยสรุปได้ว่า “ทั้ง กิมปักษี และกินนร ในวรรณคดีสันสกฤต

รับอิทธิพลมากจากพวก เซนทอร์(Centaur) ครึ่งคนครึ่งม้าในนิยายกรีก(Greek)โบราณ

ส่วนกินนร,กินนรี ในวรรณกรรมบาลีนั้นอาจจะได้รับอิทธิพลจากอมนุษย์ในนิยายกรีก

เช่นกันคือ พวก ฮาร์ปี (Harpy)

ที่เป็นเทวีแห่งพายุในนิยายกรีก และ พวกไซเรน (Siren)

ที่นางมารร้ายแห่งท้องทะเลที่ชอบร้องเพลงให้คนเรือหลงทางหรือเรืออับปาง

เพราะทั้งสองพวกมีรูปเป็นนางเทพธิดาครึ่งนก เช่นกัน และไม่ปรากฏเพศชายในอมนุษย์ทั้งสองพวกนี้เลย”


[๒] เช่นกันนิยายคล้ายเรื่องสโนน้อยเรือนงามที่มักจะว่าด้วยเรื่องการกลั่นแกล้งของราชินี

ที่กระทำต่อนางสาวใช้ที่กษัตริย์หลงรัก จนในท้ายที่สุดก็ปรากฏว่าแท้จริงสาวใช้นั้นคือเจ้าหญิงตกยากนั้น

หรือเรื่องการวิวาทระหว่างเมียหลวงมีน้อยแบบนวนิยายเรื่องแรงเงานั้นมีมากมาย

ในวรรณกรรมทั่วไปอินเดียทั้งเก่าใหม่เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นนิยายคลาสสิคของวรรณกรรมโลกก็ว่าได้





ภาพนางแก้วหน้าม้าไทย

ที่มา http://noppp700.wordpress.com/2010/04/17/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88/





อีโต้หรือพร้าของอินเดียใต้ “เวฏฏุกกัตติ” (เขียนเวฏฏุกกัตติ อ่าน “เวดดุกกัตติ”)

ที่มา http://ofcurryandcustoms.blogspot.com/2013/02/sams-job.html



วราหีถือมีด หรือพร้าทมิฬ "เวฏฏุกกัตติ"

ที่มา http://www.indianetzone.com/44/nath_sampradaya.htm



วราหี ถือมีด"เวฏฏุกกัตติ" ขนาดเล็ก

ที่มา http://thanksforseeing.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563

นางกฤติกาเทพธิดาดาวลูกไก่และเจ็ดนางฟ้าของอินเดีย

        ในทางดาราศาสตร์อินเดียนางสวาหะลูกสาวท้าวทักษะคือดาว  zeta tauri ซึ่งเป็นปลายเขาหน้าของราศีพฤกษภ ได้แปลง  เป็นนางกฤติกาทั้งเจ็ดเข้าร่วมภิรมย์รักกับพระอัคนีคือกลุ่มดาวลูกศรเหนือที่อยู่ในกลุ่มดาวโอไรออน หรือที่ไทยเรียกว่าดาวคันไถ (บางตำนานว่าอัคนิคือกลุ่มดาวเปอร์ซีอุส แต่เรื่องแอนโดเมดา เหมือนภูมิเทวีในวราหาวตารมากกว่า)
        โดยชายาคนที่เจ็ดคือนางอรุนธตีมีความซื่อสัตย์กับสามีมากทำให้นางสวาหะแปลงเป็นนางไม่ได้จึงได้รูปสึกอายและแปลงเป็นนกแล้วบินหนีไป ทำให้เกิดข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับนางกฤติกาหกนาง ทำให้ภายหลังพวกสัปตฤาษีหกตนขับไล่ภรรยาพวกตนไปเหลือแต่นางอรุนธตีคนเดียวที่ยังอยู่กับฤาษีวสิษฐะ คือดาว mizar เป็นดาวอรุนธตี หรือดาว alcor ในกลุ่มดาวสัปตฤาษีหรือกลุ่มดาวจระเข้ (จีนเรียกดาวกระบวย ฝรั่งเรียกดาวหมีใหญ่) ต่อมากำเนิดพระขันธกุมาร ศิวะจึงให้นางกฤติกาทั้ง ๖ มาช่วยเลี้ยง พระขันธกุมารจึงแบ่งภาคเป็นหกตน เมื่อโตขึ้นพระอุมาจึงโอบกอดร่วมเป็นร่างเดียวกันมีหกเศียร และได้ชื่อว่า การติเกยะ ด้วยเพราะมีนางกฤติกาทั้ง ๖ เป็นแม่เลี้ยง



        นางกฤติกาทั้ง ๗ กับเหล่าสามีได้แก่

ฤาษีกระตุ คือดาว dubhe ในกลุ่มดาวจระเข้/ มีชายาคือกฤยา หรือ สันตติ  คือดาว merope ในกลุ่มดาวลูกไก่

ฤาษี อะตริ คือดาว megrez/ มีชายาคือ อนสูยา คือดาว electra  หรือดาว alcyone ในกลุ่มดาวลูกไก่ (มีหลายตำนานไม่เหมือนกัน)

ฤาษีวสิษฐะ คือดาว mizar/ มีชายาคืออรุนธตี คือดาว taygeta ในกลุ่มดาวลูกไก่ และดาว alcor ในกลุ่มดาวจระเข้

ฤาษีอังคีรส คือดาว alioth/มีชายาคืดสมฤติ หรือศรัทธา คือดาว calaeno ในกลุ่มดาวลูกไก่

ฤาษี ปุลัสตยะ คือดาว merak/มีชายาปรีติ (ธิดาพระมนู) หรือหวิรฺภู (ธิดาท้าวทักษะ)  คือดาว alcyone ในกลุ่มดาวลูกไก่

ฤาษีปุลหะ คือ phecda/ มีชายาคือกษมา หรือคติ คือดาว maia ในกลุ่มดาวลูกไก่

ฤาษี มาริจี คือดาว alkaid / มีชายากาลาหรือสัมภูติ  (ธิดาท้าวทักษะ)  คือดาว asterope ในกลุ่มดาวลูกไก่

ฤาษี ภริคุ คือดาว alkaid / มีชายาปุโลมา หรือขยาตี  (ธิดาท้าวทักษะ) คือดาว asterope ในกลุ่มดาวลูกไก่


 ☆☆☆☆☆🐤🐔🐓☆☆☆☆☆

      อนสูยา ชายาของฤาษีอะตริ นางกฤติกา  (ผู้ปราศจากความริษยา) สามารถเสกให้เทพมูรติทั้งสามให้กลายเป็นลูกของตนได้เป็น อนุภาคในเรื่องรามายณะที่เมื่อพระรามและบริวารข้ามแม่น้ำไปได้ไปเยี่ยมฤาษีอะตริ และนางอนสูยา นางจึงตอนรับพระรามอวตารของพระนารายณ์ซึ่งเป็นเสมือนลูกของนาง และมอบเครื่องประดับต่าง ๆ ให้นางสีดา ซึ่งบางตำนานก็ว่าแหวนและเครื่องประดับที่นางสีดาที่ทิ้งไว้ให้พระรามตามมาพระรามจำได้นั้นเป็นของที่ได้รับมาจากนางอนสูยา ส่วนนางกฤติกาคนที่เจ็ดที่อยู่กับฤาษีวสิษฐ์ในกลุ่มดาวสัปตฤาษี (ดาวจระเข้) เพราะนางสวาหะชายาพระอัคนีแปลงเป็นนางเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับพระอัคนีในป่าไม่ได้ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์และภักดีของนาง คือนางอรุนธตี


Refer to: https://youtu.be/hAupeGRmJEw


 ☆☆☆☆☆🐤🐔🐓☆☆☆☆☆

กลุ่มดาวสัปตฤาษี (ดาวจระเข้)





กลุ่มดาวกฤติกา (ดาวลูกไก่)



1.संभूति is wife of  मरीचि/ख्याती is wife of भृगु
2.स्मृति is wife of अंगिरस्‌,
3.प्रीति is wife of पुलस्त्य
4.क्षमा is wife of पुलह,
5.संतति is wife of  क्रतु,
6.अनसूया is wife of  अत्रि,
7.अरुन्धती is wife of वसिष्ठ,

ดาวสวาหะ ในราศีพฤษภ zeta tauri


ดาวพระอัคนี (ดาวคันไถ/ดาวลูกศรเหนือ) ในกลุ่มดาวโอไรออน (ดาวเต่า)






Refere to : http://www.eastrovedica.com/html/karthika.htm