วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562

ราศีปีศาจที 67 แอมดูเซียส Amdusias ประจำ 20 - 24 ก.พ.

 แอมดูเซียส Amdusias คือพญามารแห่งเสียงดนตรี ประจำ 20 - 24 ก.พ.


ภาพตราพญามารแห่งเสียงดนตรีแอมดูเซียส

  😈 แอมดูเชียส Amdusias หรือ Amdukias เป็นอดีตเทวทูตตกสวรรค์ และพญามารตนที 67 ของพระเจ้าสุลัยมาน Amduscias เป็นพญามารแห่งนรกผู้ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมทัพผีและปีศาจ 29 กองพล พญามารตนนี้จะปรากฏตัวครั้งแรกในรูปของยูนิคอร์น แล้วจึงปรากฏในร่างมนุษย์ตามคำขอของผู้เรียก แอมดูเซียสสามารถทำให้เกิดเสียงทรัมเป็ตและเครื่องดนตรีทุกชนิดที่จะได้ยิน แต่มองไม่เห็น และยังสามารถทำให้ต้นไม้โค้งงอและเอียงไปตามความประสงค์ของผู้เรียก มอบพลังในการตัดต้นไม้ และมอบภูตรับใช้ที่ยอดเยี่ยม


😈😈😈😈😈😈😈😈

Monoceros  constellation

   😈 Monoceros  constellation หรือกลุ่มดาว Unicorn ในยุคกลาง และในคริสตศาสนาโบราณ ยูนิคอร์น คือสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยูนิคอร์นเป็นสัญลักษณ์ของนักรบหนุ่มที่มีความเก่งกล้า เพราะศัตรูคู่ปรับของยูนิคอร์น (แรด?) คือสิงโต และเนื่องจากมีความเชื่อว่าเขายูนิคอร์นเป็นยาวิเศษถอนพิษได้ จึงมีความพยายามล่ายูนิคอร์น (นอแรด) เพื่อเอาเขา แต่ในตำนานยูนิคอร์นเป็นสัตว์ดุร้ายที่วิ่งเร็วมากไม่มีใครจับได้ นอกจากสาวพรหมจรรย์เท่านั้น จึงมีตำนานเล่ากันในยุคกลางว่าวันหนึ่งสาวพรหมจรรย์ผู้หนึ่งเข้าไปเที่ยวป่าและพบกับยูนิคอร์น ๆ และยูนิคอร์นก็ตกหลุมรักสาวคนนั้น จึงขอแต่งงานกับนางโดยสัญญาว่าจะบอกความรู้ในการใช้ดอกไม้ทั้งหลายปรุงเป็นยารักษาโรคให้นางเป็นสินสอด ซึ่งนางก็ทำเป็นว่าตกลงหลังจากนั้นทั้งสองก็มาพบกันในวันต่อมา ซึ่งสาวงามคนนั้นก็กล่อมให้ยูนิคอร์นมาหนุนตักตนนอน เพื่อให้ชายคนรักของตนที่แอบตามมาด้วยย่องเข้ามาฆ่ายูนิคอร์นเวลาที่มันกำลังหลับ เพื่อเอาเขาของยูนิคอร์นที่มีค่ามากกว่าทองคำไปขาย ส่วนยูนิคอร์นไร้เขาก็ถูกทิ้งให้ตายอย่างเดียวดายในกลางป่านั้น ด้วยความสงสารเทพเจ้าจึงเอาขึ้นมากลายเป็นกลุ่มดาว Monoceros (น่าจะเป็นนิทานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเรื่องของกลุ่มดาวยูนิคอร์น Monoceros กับกลุ่มดาวนายพราน Orion ในยุคกลาง)




   😈 หลาย ๆ ครั้งสัตว์ในจินตนาการเดิม อาจจะถูกสร้างขึ้นใหม่ซ้ำได้ ด้วยการเทียบผิด ที่เกิดจากการถ่ายเททางวัฒนธรรม เช่น แรดโบราณที่ผอม หรือเหลือแต่กระดูก อาจกลายเป็นยูนิคอร์น ม้ามีเขาในตำนาน แต่ต่อไปยูนิคอร์นถูกเปรียบว่าเป็นข้าวโพดเดินได้ด้วยการเปรียบเทียบกับการลากเข้าความจากรูปตัวเขียน ที่มีการเทียบผิด ก็ได้ในชุมชนอื่น ที่ไม้เคยรับรู้ว่ายูนิคอร์น คือม้ามีเขา เช่นเดียวกันกับความสับสนระหว่างการใช้สัตว์ธรรมดาเป็นสื่อทางสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของอินเดีย กับการมองว่าสัตว์เหล่านั้นที่ชื่อเหมือนกันกลายเป็นเพียงสัตว์ในจินตนาการ หรือสัตว์ป่าหิมพานต์ของไทย

ภาพแรดโบราณ ที่ทิ้งโครงกระดูกไว้อาจจะเป็นที่มาหนึ่งของความเชื่อ "ยูนิคอร์น"

ภาพแพะหรือกวางเขาเดียว Onoi Monokerata/ Hippoi Monokerata ของกรีกและโรมัน 

   😈 กวางเขาเดียว Onoi Monokerata/ Hippoi Monokerata ของกรีกและโรมัน ไม่ใช่สัตว์โบราณในอารยธรรมกรีกโรมัน แต่เป็นสัตว์ที่พึ่งกล่าวถึงในช่วงประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล (c4th B.C.) ในหนังสือของนักประวัติชาวกรีกว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในอินเดียมีภาพลักษณ์เป็นม้า กวาง หรือแพะเขาเดียว 
    (ซึ่งอาจจะเป็นการจำเอาเรื่องแรดพันธุ์อินเดีย หรือสัตว์ชนิดหนึ่งที่เคยมีในเทพนิยายของอินเดียอย่างตัว "สรภะ" มาเล่าต่อ ปล. ระมาด ภาษาไทยรับมาจากคำเขมร "รมาส")

ภาพวัวเขาเดียว อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

  😈 ภาพของวัวโบราณเขาเดียว อาจจะเป็นภาพที่เห็นทางด้านข้างของวัวสองเขามาก่อน แล้วจึงกลายเป็นวัวเขาเดียวของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย และอารยธรรมสินธุในที่สุด ก่อนที่จะกลายเป็นยูนิคอร์นพันธุ์วัว ตามความเข้าใจของนักวิชาการบางท่านที่ว่าเป็นที่มาของยูนิคอร์นในตำนาน

ภาพวัวเขาเดียว อารยธรรมสินธุ

ภาพสาวพรหมจรรย์หลอกยูนิคอร์นมาฆ่า

   😈 นอกจากตำนานของสาวงามที่โหดร้ายต่อยูนิคอร์น แล้วเนื่องจากยูนิคอร์นเป็นสัญลักษณ์ของสาวพรหมจรรย์ดังนั้นจึงมีภาพหรือรูปเคารพของพระแม่มารีย์ของคริสต์ โอบอุ้ม หรือมียูนิคอร์นซึ่งเป็นเหมือนสัตว์เทพของยุโรปประกอบด้วยในบางครั้ง 
   😈 ด้วยเหตุนี้ในสมัยยุคก่อนปฏิวัติอุสาหกรรม และยุคต้นของการปฏิวัติอุสาหกรรม ที่วิทยาศาสตร์ยังถูกครอบงำด้วยศาสนา และไสยศาสตร์อยู่บ้าง นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งสมัยก่อนจึงพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่ายูนิคอร์นเป็นสัตว์ที่มีอยู่จริงโดย เอาชิ้นส่วนของกระดูกไดโนเสาร์ต่าง ๆ หลาย ๆ สายพันธุ์มาต่อรวมกันจนได้โครงร่างของกระดูกสัตว์ที่คล้ายยูนิคอร์น แต่ปัจจุบันยอมรับแล้วว่าสัตว์ที่คล้ายกับยูนิคอร์นที่สุดคือแรดโบราณ (ทางโบราณคดี) หรือวัวเขาเดียว (ทางวรรณคดี)


ภาพพระแม่มาเรีย กับยูนิคอร์น

unisus, unipeg or pegacorn character 
in My Little Pony (USA anime TV series),  2010 episode



  😈 Winged Unicorn วิงเอด ยูนิคอร์น , Unisus ยูนิซัส , Unipeg ยูนิเบก์ หรือ Pegacorn เพกาคอร์น เป็นคำที่ใช้เรียกยูนิคอร์นมีปีก หรือม้าบินเพกาซัส Pegasus มีเขาเดียว


ภาพกิเลนเขาเดียวของญี่ปุ่น (คล้ายกับปี่เซียะจีน มากกว่ากิเลนจีน)

  
😈 ส่วนในทางเอเชียเช่นจีนและญี่ปุ่น มีตำนานเกี่ยวกับตัวกิเลน (麒麟 Qílín  หรือ Kilin ) ชนิดเขาเดียว ซึ่งเป็นกิเลนชนิดหนึ่ง ซึ่งได้ขนานนามว่า ยูนิคอร์นของจีน หรือญี่ปุ่น เป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภและผู้มีบุญ โดยกิเลนถือว่าเป็นม้าสวรรค์ (ม้านิลมังกร) ปัจจุบันกิเลนถูกเปรียบเทียบกับยีราฟของแอฟริกาที่มหาขันทีซำเปากง (三宝公 Sānbǎo gōng)  เจิ้งเหอ (郑和 Zhèng hé) หรือ ฮัชชิ มะฮะมัด ษัมสุดดิน (Hajji Mahmud Shamsuddin اجی محمود شمس الدين) ชาวเผ่าอิสลามเคยนำไปประเทศจีน

 😈 ส่วนสัตว์ที่คล้ายกันคือปี่เซียะ (貔貅 Bíxiū/Píxiū) ปราฏในตามตำนานขุนเขาและทะเลของจีน (The Classic of Mountains and Seas or  山海經 Shānhǎi jīng ) และเคยถูกเรียกว่าเทียนลู่  (天鹿 Tiān lù) กวางสวรรค์ (Heavenly Deer) แต่ปัจจุบันมีภาพลักษณ์เป็นสิงโตมีเขาเดียว หรือสิงโตมีหัวมังกร 

  😈 โดยมีความเชื่อว่าปี่เซียะไม่มีรูทวารกินอะไรเข้าไปเผาผลาญแล้วไม่ถ่ายออกมา จึงเป็นตัวแทนของการเก็บเงินไม่รั่วไหล เป็นสัญลักษณ์ของการเก็บออมและโชคลาภทางการค้า (เป็นอุบายสอนให้ซึ้งใจว่าเค็มเข้าไว้แล้วรวยเอง)


\
ภาพเทียนลู่กวางสวรรค์จีน หรือปี่เชียะโบราณ (ตามจินตนาการของศิลปินสมัยใหม่)



  😈 ซึ่งเทียนลู่กวางสวรรค์นี้ก็ไปคล้ายกับภาพลักษณ์ของกินนร (緊那羅 Jǐn nàluó) ของจีนในบางครั้งที่สับสนกับกิมปุรุษของอินเดีย 


ภาพกินนร (緊那羅 Jǐn nàluó ) ของจีนชนิดหนึ่งในจินตนาการของศิลปินจีนปัจจุบัน

ที่มา  https://weiwenku.net/d/100133517#new
ภาพกิมปุรุษะอินเดีย

ที่มา https://hinduism.stackexchange.com/questions/13938/hindu-view-of-fantastical-creatures-in-scriptures/13967






ภาพเหวินจง/บุนไทสือ ขี่กิเลน (ราชครูฝ่ายติวอ๋อง 紂王Zhòuwáng ในเรื่องห้องสิน)
~文種Wén Zhòng/聞太師 Wén tài shī on Qilin (Black Unicorn) ~
ที่มา https://hiveminer.com/Tags/kilin/Recent และ http://pages.ucsd.edu/~dkjordan/chin/chtxts/FengShernYeanyih.html



ภาพเจียงจื่อหยา (姜子牙Jiāng Zǐyá) เซียนฝ่ายนาจาในเรื่องห้องสินขี่ตัวซื่อปู่เซียง (กิเลนพันธุ์กวาง)
ที่มา https://item.jd.com/28405204977.html และ http://www.twoeggz.com/wenda/8533145.html

  😈 四不相 Sì bù xiāng ซื่อปู่เซียง คือสัตว์ผสมระหว่างกวางหรือม้า กับมังกร ถือว่าเป็นตัวกิเลนชนิดหนึ่ง ปัจจุบันได้นำถูกไปเปรียบเทียบกับกวางขนาดใหญ่

ภาพโพธิสัตว์อุ้มเด็กทรงกิเลน (สัญลักษณ์ผู้มีบุญ)


ภาพเจิ้งหอ หรือ ฮัชชิ มะฮะมัด ษัมสุดดิน (Hajji Mahmud Shamsuddin اجی محمود شمس الدين)
นักแสดงปัจจุบันกับภาพวาดยีราฟที่นำไปจีนสมัยนั้น





😇😇😇😇😇😇

   😈 อียาเอล Eyael เป็นทูตสวรรค์ของการเปลี่ยนแปลงสู่ความประเสริฐ พระองค์คือเทวทูตสวรรค์แห่งการเปลี่ยนแปลง การผสมผสาน และการแลกเปลี่ยน อียาเอล Eyael แสดงถึงการแปลงสภาพ การเปลี่ยนแปลง และการถ่ายโอน ซึ่งเชื่อมโยงกับความเข้าใจ และความรู้ เอยาเอล Eyael เทวทูตสวรรค์ สามารถช่วยเราให้เข้าใจประวัติศาสตร์สากล และเป็นที่มาของแหล่งกำเนิด กฎแห่งการกำทอนของเสียง กฎแห่งแรงโน้มถ่วง และทำให้มีความรู้ขั้นสูงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อื่น ๆ เช่น เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ รวมถึงการศึกษา DNA, เซลล์, อะตอม และโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างที่สร้างชีวิตบนโลกนี้ เอยาเอล Eyael เทวทูตสวรรค์ยังเป็นเนื้อนาบุญแห่งความสุขอันศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ของพระเจ้า และเป็นผู้พิทักษ์ของผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 24 กุมภาพันธ์

ภาพเทวทูตสวรรค์แห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ความประเสริฐ เอยาเอล Eyael
ที่มา https://spiritualexperience.eu/guardian-angel-eyael/


😇😇😇😇😇😇

the legend 1985 USA movie

the last unicorn 1992 cartoon

Stardust USA film 2007

My Little Pony (USA anime TV series),  2010 episode

dc legends of tomorrow season 4 the virgin gary
(ตีความใหม่ยูนิคอร์นคือปีศาจฆ่ากินสาวหรือหนุ่มพรหมจรรย์)

saint seiya comic, the unicorn saint of Monoceros  constellation

happy! tv series 2017 Unicorn &Satan
(ยูนิคอร์นในฐานะเหมือนเทวทูตหรือปีศาจบนบ่า)

get star vs. the forces of evil , Pony head

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

ชื่อวิทยาศาสตร์ข้าวไทยที่น่าสนใจบางชนิด

ยีนและสปีชีส์ของข้าวไทย

(Genus and Species of Thai rices)



   😇 ซึ่่งโดยมากนักวิชาการไทยที่ไม่นิยมภาษาอังกฤษมักจะเขียนย่อ ๆ เท่านั้น  

1) ข้าวเจ้า
(Oryza sativa L. /Oryza sativa L. ssp. indica) เช่น

1.1 ข้าวหอมมะลิ 105 = Thai jasmine rice
(Oryza sativa L. ssp. indica cv. KDML105)

1.2 ข้าวสังข์หยด = Thai SangYod rice
(Oryza sativa L. ssp. indica cv. KGTC82239)

1.3 ข้าวเจ้าพันธุ์ปทุมธานี 1 = Thai PTT 1 rice
(Oryza sativa L. ssp. indica cv. Phathumthani 1 / PTT 1 ) 



2) ข้าวเหนียว Glutinous rice / Sticky rice
(Oryza sativa L. var. glutinosa /Oryza sativa var. glutinosa)

  2.1 ข้าวเหนียวขาว White Glutinous Rice เช่น

  •   ข้าวเหนี่ยว กข 6 RD 6 rice 
           (Oryza sativa L. ssp. indica cv.  KDML105'65-G2U-68-254)
           ข้าวเหนียว กข 6 เป็นข้าวพันธุ์กลายจากข้าวเจ้าขาวมะลิ 105 (KDML 105)
           โดยผ่านการใช้รังสีแกมมากับเมล็ดแบบเฉียบพลันเพื่อทำให้กลายพันธุ์

          ข้าวเหนียว กข 6 เป็นข้าวเหนียวสายพันธุ์ดี ที่ปัจจุบันนิยมเพราะปลูกและบริโภค ดังนั้นข้าวเหนียวขาว กข 6 จึงเป็นข้าวเหนียวที่ใช้พันธุ์เพื่อการพัฒนาพันธุ์และผสม เพื่อสร้างข้าวเหนียวพันธุ์ต่าง ๆ มาอีกหลายสายพันธุ์

  2.2 ข้าวเหนียวดำ Black Glutinous Rice เช่น     

  •  ข้าวเหนียวดำดอยสะเก็ด / ข้าวก๋ำดอยสะเก็ด Kum Doi Saket rice 
           (Oryza sativa L. var. indica cv. Kum Doi Saket)

  •  ข้าวเหนียวดำพันธุ์ KKU-ULR012
           (Oryza sativa L., cultivar KKU-ULR012)


😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇



ศัพท์สำคัญ


Caltivar = cv. หมายถึง ความโดดเด่นที่คัดเลือกโดยคน (ไม่ใช่ธรรมชาติ)

Carolus Linnaeus =  L. หรือ Linn. (พืช) และ Linnaeus (สัตว์)

Cultivar = พันธุ์เพาะปลูก

Subspecies = subsp. หรือ ssp.หมายถึงวงศ์ย่อยของสปีชีส์

Variety = var. ความหลากหลาย

     ปล.  Carolus Linnaeus คือ คาร์ล ฟอน ลินเนีย หรือเรียกว่า คาร์ล ลินเนียส Carl Linnaeus (ชาตะ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2250 - มรณะ 10  มกราคม พ.ศ. 2321) เป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ผู้ริเริ่มการจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ ซึ่งมีประโยชน์ในการศึกษาชีววิทยาต่อมาจวบจนปัจจุบัน จึงมีการใช้คำย่อลงท้ายคือ L. หรือ Linn. สำหรับ พืช และ Linnaeus สำหรับ สัตว์ เพื่อระลึกถึงเขา


อ้างอิง

ภาษาไทย

  • กรมการข้าว, ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น. กข 6 (RD 6). เว็บไซต์ http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/index.php/e-library/varieties/315-rd6 สืบค้นวันที่ 11/3/2562 (2019)
  • สำนักวิจัยและพัฒนาข้าวกรมการข้าว. สังข์หยดพัทลุง (Sang Yod Phattalung).เว็บไซต์ http://www.ricethailand.go.th/Rkb/varieties/index.php-file=content.php&id=93.htm สืบค้นวันที่ 11/3/2562 (2019)
  • นฤมล ธนานันต์,วิภาวรรณ ประสิทธิ์ และธีระชัย ธนานันต์. การจำแนกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ปรับปรุงจากพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ด้วยเทคนิคแฮตอาร์เอพีดี (Identification of Rice Cultivars KDML105 and Its Improved Cultivars by Using HAT-RAPD Technique). Thai Journal of Science and Technology . ปีที่ 1 , ฉบับที่ 3 . กันยายน - ธันวาคม 2555. เว็บไซต์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjst/issue/view/1722 หรือ https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjst/article/download/12893/11566/ สืบค้นวันที่ 11/3/2562 (2019)

ภาษาอังกฤษ

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตำนานข้าวจีน ญี่ปุ่น ข้าวฟ่างหางหมา และข้าวอะไรที่หมาเก้าหางเอามาให้มนุษย์ ?

  ตำนานข้าว

    😇 เนื่องจากหมาเก้าหางเป็นตำนานของชนชาติไต-ลาว ซึ่งชนชาติไตมักจะคิดว่าตำนานของตนเก่าที่สุดในโลก ดังนั้นการที่ชนชาติไต-ลาว กินข้าวเหนียวจึงอาจจะหลงคิดว่าข้าวเหนียวคือข้าวชนิดแรกที่มนุษย์รู้จักตามตำนานหมาเก้าหาง แต่ความจริงมันมีข้าวที่มนุษย์ทั่วโลกรู้จักและเก่าแก่กว่าข้าวเหนียว นั้นคือข้าวป่า พันธุ์หญ้าข้าวผีโบราณ Oryza rufipogon 野生稻 (Yěshēng dào ) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าธัญพืชที่เทพแห่งการกสิกรรมเสินหนง (神农) สั่งให้ประชาชนในเผ่าของตนเพาะปลูกเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่อประมาณ 5,000 กว่าปีก่อนตามตำนานจีนโบราณ แต่ตามหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีกลับพบว่า หญ้าข้าวผีโบราณ หรือสายพันธุ์ข้าวป่าเอเซีย (Asian wild rice) โบราณ มีอายุกว่า 14,000 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นที่รู้จักใช้ในการเพาะปลูกมาก่อนข้าวเหนียว 11,000 ปีในประเทศจีน (ประมาณ 9,000 ปีก่อนคริสตกาล) 



  😇 โดยคำว่าอินดิกา (Indica) เป็นชื่อเรียกข้าวสายพันธุ์อาเชียทั้งหมด ที่เรียกว่าอินดิกาเพราะขุดพบครั้งแรกที่อินเดีย แม้ว่าปัจจุบันจะพบหลักฐานว่ามีเก่าสุดอยู่ที่จีนแล้วก็ตามดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นข้าวโบราณหรือข้าวผสมพันธุ์ขึ้นใหม่ที่เอาข้าวเอเชียมาผสมกัน ก็เรียกว่าข้าวอินดิกาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น สายพันธุ์ข้าวอินเดีย สายพันธุ์ข้าวเหนียวญี่ปุ่น สายพันธุ์ข้าวเหนี่ยวจีน ลาว ไทย หรือสายพันธุ์ข้าวเจ้า ก็เรียกว่าข้าวอินดิกาทั้งสิ้น และจัดอยู่ในจีนัสหรือยีน (Genus) เดียวกัน  คือ Oryza sativa  แต่คนละสปีชีส์ (species) 

     
เหยียนตี้ เสินหนง (炎帝神农)

   😇 เหยียนตี้ เสินหนง (炎帝神农) กับตำนานข้าวจีน

     😇 ในตำนานจีนโบราณ เทพบรรพกษัตริย์ เหยียนตี้ เสินหนง (炎帝神农) หรือเทพแห่งการเกษตร และเทพบรรพชนของชาวจีน  ซึ่งเป็นผู้ค้นพบสมุนไพร การทำคันไถ่ สร้างพิณห้าสาย และพืชที่เพาะปลูกกินได้ ฯลฯ เมื่อกว่าห้าพันปีก่อน



    😇 ซึ่งพืชห้าชนิดที่เทพบรรพชนเสินหนงค้นพบ หรือน่าจะรวมรวมบันทึกไว้มากกว่า เพราะธัญพืชทั้งห้าชนิดมนุษย์ยุคโบราณก่อนยุคห้าพันปีก่อนนำมาปลูกกินได้แพร่ก่อนหน้านั้นนานแล้ว คือ


ภาพเมล็ดหญ้าข้าวผี กับข้าวอินดิกา
ที่มา https://ezramagazine.cornell.edu/SPRING11/cover.html

1. ข้าว 稻子 (Dàozi) Rice (สมัยนั้นจริงไม่เกี่ยวกับตำนาน) น่าจะเป็นข้าวป่า (Asian Wild Rice) มีหลายพันธุ์แต่ในสมัยโบราณน่าจะเป็น  หญ้าข้าวผี Oryza rufipogon 野生稻 (Yěshēng dào ) สายพันธุ์จีน ประมาณ 14,000 ปีก่อนคริสตกาลพบหลักฐานว่ามีการปลูกในจีน 

(ปัจจุบันหญ้าข้าวผี จากข้าวโบราณกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในประเทศ เพราะกลัวกันว่าพันธุ์ข้าวที่พัฒนาแล้วจะกลับไปผสมกับหญ้าข้าวผีซึ่งเป็นพันธุ์โบราณและด้อยกว่า จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้อยคุณภาพได้ผลผลิตน้อย ฯลฯ อ่านเอาเองที่เรื่องพันธุ์ข้าวโบราณด้านล่างสุด)

2. ข้าวฟ่างไม้กวาด  黍子 (Shǔ zi) Proso millet/Panicum miliaceum 10,000 ปีก่อนคริสตกาล

3. ข้าวฟ่างเกาเหลียง 高粱 ( Gāo Liáng) Sorghum bicolor (นิยมใช้หมักเหล้าจีน แต่เกาเหลียงแดง Red Sorghum 红高粱 Hong Gāo Liáng เพาะปลูกในอียิปต์เมื่อ 8,000 ปีก่อน และแพร่หลายมาตามเส้นทางสายไหมเมื่อ 4,000 ปีก่อน เกาเหลียงพันธุ์อาจจะมีในจีนก่อนหน้านั้น หรือถูกจับใส่เพิ่มมาในตำนานเป็นห้า เพราะคนจีนชอบเลขห้า หมายถึงห้าธาตุ ส่วนเลขสี่พ้องเสียงกับคำว่าตาย "ซี้" ในภาษาจีน)

4. ข้าวสาลี 麦子 (Màizi) ประมาณ 10,000 ปีก่อน ( หรือ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล )

5. ถั่ว 豆子 (Dòuzi) โดยเฉพาะถั่วเหลือง soybean หรือ soya bean, 黄豆/大豆 (huángdòu/dàdòu คือ Glycine max (Linn.) Merr.) ประมาณ 5,000 ปีก่อน (ยุคเทพบรรพชน เสินหนง พอดี)


😇😇😇😇😇😇😇😇

    😇 เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานที่เทพบรรพชนเสินหนง ของจีนแนะนำให้ประชาชนปลูกธัญพืชห้าชนิดมีมาก่อนตำนานหมาเก้าหาง? ซึ่งก็อาจจะพิสูจน์ไม่ได้ แต่หลักฐานแวดล้อมคือมนุษย์รู้จักธัญพืชห้าชนิดมาก่อนข้าวเหนียวและข้าวเจ้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมี ข้าวฟ่างหางหมา (Foxtail millet) ที่มีมา 6,000 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งจีนไทย และนานาประเทศเรียกว่า ข้าวฟ่างหางจิ้งจอก ภาษาจีนคือ 狐狸尾小米 (Húlí wěi xiǎomǐ) ข้าวฟ่างหางจิ้งจอก  / 狗尾粟 (Gǒu wěi sù) ข้าวฟ่างหางหมา ดังนั้นจึงต้องมีตำนานหมาเก้าหางนำข้าวมาให้มนุษย์สมัยหลังเพื่ออธิบายที่มาของชื่อนี้ เพราะข้าวโบราณที่มาเก้าหางนำมาให้มนุษย์แต่เดิมอาจจะเป็นหญ้าข้าวผี ข้าวฟ่าง หรือข้าวเหนียวก็ได้ตามชนิดข้าวที่ท้องถิ่นนิยมในการเพาะปลูก

ภาพ ข้าวฟ่างหางหมา (Foxtail millet)
ที่มา http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/hightech2/index14/index14.html
           
       
      😇 ในหมู่ชนชาติไต และชาวจ้วง (ชนเผ่าหนึ่งทางจีนใต้ ที่คนไทยมักพยายามนับญาติด้วย แต่เขาจะคิดว่าเราเป็นญาติหรือเปล่าไม่รู้นะ) มีนิทานหมาเก้าหางนำข้าวมาให้ ในชาดกของไทยเขินมีหมาเก้าหางช่วยโพธิสัตว์ (สุพรหมโมขา) ซึ่งก็คล้ายกับตำนานปีศาจจิ้งจอกเก้าหางในยุคแรก ๆ ของจีนเป็นหยินเซียน หรือเซียนที่ทำความดีช่วยเหลือกษัตริย์จีน แต่ในภายหลังจากตำนานปีศาจเก้าหางในวรรณคดีจีนห้องสินที่จัดหมวดเทพเจ้าและชื่อดาวใหม่ ดาวจิ้งจอก หยินเซียนจิ้งจอก หรือปีศาจจิ้งจอกเก้าหางกลายเป็นปีศาจร้าย ส่งอิทธิพลถึงเกาหลี และญี่ปุ่น 

    😇 แต่อย่างไรก็ตามในประเทศญี่ปุ่นมีเทพพื้นเมืองท้องถิ่นคือ อินาริ โอกามิ ซึ่งอินาริคือชื่อ ส่วนโอกามิ คือคำเรียกเทพพื้นเมืองท้องถิ่นที่มีบริวารเป็นจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์หรือเทพอารักษ์ กามิ (かみ/神) ตรงกับคำว่า เซียน ในภาษาจีน神 shén (ส่วน "โอกามิ"  ก็ใหญ่กว่ากามิทั่วไปในศาสนาชินโต ตรงกับคำว่าต้าเซียน 大神 Dàshén ในภาษาจีน) ส่วนถ้าเป็นเทพจากอินเดียบางครั้งจะใช้คำว่า เต็ง/เทน มาจากคำว่า 天 เทียนในภาษาจีนที่แปลว่าท้องฟ้าและสวรรค์ อาจจะมีรากคำมาจากต้นคำของคำว่า เทว (ในภาษาสันสกฤต) เช่นเจ้าแม่สรัสวดีญี่ปุ่นเรียกว่า เบ็นไซเต็ง เบ็นไซเทน หรือเบนเตน 弁才天 ก็ว่า (โอริกามิ 折り紙 คำพ้องเสียง แปลว่า การพับกระดาษ)

     😇 แต่ก็มีจิ้งจอกเก้าหางที่ตำนานว่าคือจิ้งจอกเก้าหางที่หนีมากจากจีนในเรื่องห้องสินนั้นแหละเป็น โยไค ด้วย (คำว่า โยไค/โยไก คือผี ปีศาจญี่ปุ่น 妖怪 Yōkai อาจจะมีรากคำมาจากคำว่า ยักษ์ในสันสกฤต แต่ความหมายเลื่อนจาก ยักษ์ อสูร เป็น ปีศาจ และผี ในภาษาญี่ปุ่น สันนิษฐานนะ)

เทพอินาริ โอกามิ (稲荷大神 ; Inari Ōkami) in Japanese Anime

 😇 เทพอินาริ โอกามิ (稲荷大神 ; Inari Ōkami) กับตำนานข้าวญี่ปุ่น


 😇 ตามตำนานเป็นเทพแห่งธัญพืชทั้งหลาย เป็นผู้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวในกับบรรพบุรุษของมนุษย์ และคุ้มครองให้รวงข้าวเหนียวจาปอนิกา (Japonica) สุกเป็นสีทอง มักปรากฏกายเป็นหญิงบ้าง ชายชราบ้าง มีบริวารเป็นสุนัขจิ้งจอก บางครั้งจึงว่าเทพอินาริคือเทพจิ้งจอก 


ภาพเทพีอูเกโมชิ/ยูเกะโมชิ



  😇 โดยแต่เดิมหน้าที่การดูแลสรรพาหารทั้งหลายเป็นของเทพีอูเกโมชิ หรือยูเกะโมชิ 保食神 ก็ว่า ซึ่งเป็นชายาของเทพอินาริ แต่วันหนึ่งสุริยเทวีอามาเตราซุ (天照大神) ได้ให้เทพีอูเกโมชิ จัดกยาหารถวายเทพแห่งจันทร์ "สึกูโยมิ"月讀  เป็นที่อร่อยถูกพระทัยมาก เทพแห่งจันทร์สึกูโยมิอยากรู้สูตรลับจึงแอบตามไปดูที่ครัวก็ตกใจที่พบว่าเทพีอูเกโมชิ (保食神) ดึงเอาธัญพืช และวัตถุดิบต่าง ๆ มาจากภายในร่างกายของตนเองแต่ที่แย่ที่สุดคือที่ทวารหนัก (ตูด) ทำให้เทพแห่งจันทร์สึกูโยมิรู้สึกรังเกียจ รับไม่ได้ (เพราะเหมือนได้กินขี้และอวกของเทพีอูเกโมชิ) จนเปลี่ยนเป็นความโกรธแทน จนถึงกับฆ่าเทพีอูเกโมชิ ทำให้ศพของนางตกลงมายังโลกมนุษย์และกลายเป็นธัญพืชต่าง ๆ แต่นั้นมาเทพอินาริจึงกลายมาเป็นเทพคุ้มครองธัญพืชต่าง ๆ รวมทั้งข้าวด้วยซึ่งเป็นตัวแทนของนางอันเป็นที่รักของตน (คล้ายตำนานพระอินทร์ แก้วมังกร กับแม่โพสพบางสำนวน) ส่วนเมื่อสุริยเทวีอามาเตราซุรู้ว่าเทพีอูเกโมชิคนโปรดของตนถูกพระสวามีคือเทพแห่งจันทร์สึกูโยมิฆ่าแล้ว ก็โกรธมากและไม่ยอมพบหน้าสามีอีกเลย ทำให้พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่ค่อยได้พบกัน (นอกจากยามโพล้เพล้) 

     😇 การที่เทพีอูเกโมชิดึงเอาสรรพาหารออกมาจากร่างกายของตนที่ถูกมองว่าเป็นของสกปรกของเทพจันทรานั้นก็เปรียบเหมือนข้าว หรือธัญพืชที่จะต้องปลูกในดินในโคลนตม ยิ่งรดด้วยขี้ยิ่งได้ปุ๋ยที่ดี ประกอบกับการได้แสงอาทิตย์หล่อเลี้ยงด้วยความโปรดปราน ดังนั้นเทพีอูเกโมชิแห่งธัญพืชจึงเปรียบเหมือนแม่ธรณีหรือดินอันเป็นที่กำเนิดธัญพืชคนโปรดของพระอาทิตย์ ส่วนเทพอินาริเปรียบเหมือนฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวที่ดูแลการเติบโตของธัญพืชต่าง ๆ โดยมีเทพสุนัขจิ้งจอกเป็นผู้ช่วยเช่นเดียวกับมนุษย์ที่มีสุนัขเลี้ยงเป็นเพื่อน แลผู้ช่วยตั้งแต่ยุคสมัยที่มนุษย์ต้องล่าสัตว์ก็ให้สุนัขช่วยล่า พอถึงยุคทำนาก็ให้สุนัขเฝ้าสวนเฝ้านา สุนัขบ้านจึงเป็นบริวารของมนุษย์ สุนัขป่า สุนัขจิ้งจอก ที่อยู่ในป่าในภูเขาที่มีวิญญาณศักดิสิทธิ์ก็ต้องปกป้องป่าและเขาศักดิสิทธิ์ เมื่อสมัยต่อมามนุษย์สร้างศาลให้คนเราเคารพบูชาทำพิธีกรรมเพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกและโหราศาสตร์ สุนัขป่าที่ญี่ปุ่นโดยมากจะเป็นสุนัขจิ้งจอกที่คนญี่ปุ่นว่าเป็นสัตว์ที่มีพลังวิญญาณมากที่สุดในหมู่สัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่จริงจึงกลายเป็นบริวารของเทพเจ้า และเทพเจ้าไปในที่สุด

   😇 ซึ่งการที่มีประเพณีการนับถือเทพจิ้งจอกในชินโต ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า วัฒนธรรมจีนหรือชนชาติจ้วงแต่โบราณที่นับถือสุนัขจะเดินทางไปสู่ญี่ปุ่นหรือไม่ ? อย่างการเดินทางของจิ้งจอกเก้าหางในเรื่องห้องสิน ก็เป็นเรื่องที่น่าจะต้องหาหลักฐานศึกษากันไปในอนาคต

 😇 สุพรหมโมขาชาดกของไตเขิน และหมาเก้าหาง

   
  😇 เรื่องของสุพรหมโมขากุมารของชาวไตเขิน ล้านนา และอีสานไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำนาน หมาเก้าหางนำข้าวมาให้ของชาวจ้วง แต่มีหมาเก้าหางเป็นสัตว์คู่บุญของพระโพธิสัตว์และผู้ช่วยมเหสีเอกของพระองค์ที่เป็นนางฟ้า ตามปรากฏในเรื่องพระโพธิสัตว์เกิดเป็นชายยากจน ต่อมาได้รับคำแนะนำก่อนตายจากบิดาให้ทำไร่เลี้ยงชีพ พระอินทร์เห็นใจจึงส่งไข่ฟ้า หรือถุงวิเศษให้นางจันทิมพรหมาเทพธิดาลงไปช่วยเหลือพระสุพรหมโมขากุมารโพธิสัตว์ จนได้เป็นชายาของพระโพธิสัตว์ ซึ่งความงามของนางจันทิมพรหมา หรือนางไข่ฟ้า ทำให้พระราชาแห่งเมืองตุตระนคร (บางสำนวนว่า มาตุลนคร) หาทางแย่งชายาของพระโพธิสัตว์ด้วยการพนันต่าง ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จเพราะนางไข่ฟ้าช่วยไว้ได้ทุกครั้ง สุดท้ายจึงให้พระโพธิสัตว์ไปนำบัวหอมจากเมืองบาดาลมาให้ ซึ่งในระหว่างทางพระโพธิสัตว์ก็ได้ธิดาพญามดง่าม นางยักษ์ และนางนาคราช มาเป็นภรรยาเพิ่มจากหนึ่งเป็นสี่นางทำให้พระราชาแห่งเมืองตุตระนครริษยาหาทางฆ่าพระโพธิสัตว์และริบชายาทั้งหมดมาเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะชายาทั้งสี่ช่วยปกป้องพระโพธิสัตว์ไว้

  😇ต่อมาจึงให้คนแอบในกลองมาฟังความลับของพระโพธิสัตว์กับชายาจึงรู้ว่า พระโพธิสัตว์กินเนื้อ ยักษ์ งู ไข่มด และไข่ต่าง ๆ ไม่ได้ไม่อย่างนั้นชายาทั้งสี่จะป่วยอยู่ไม่ได้ จึงเชิญให้พระโพธิสัตว์เข้าไปในวังและจัดอาหารให้กินตามนั้น ชายาทั้งหมดของพระโพธิสัตว์จึงหนีไป ฯลฯ แล้วแต่สำนวน... ถึงตอนนี้พญาสุนัขดำเก้าหางที่เป็นสัตว์คู่บารมี จึงต้องพาพระโพธิสัตว์ไปตามนางไข่ฟ้า ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องว่ายข้ามห้วงน้ำใหญ่ถึงเก้าครั้ง ทำให้หางทั้งหมดของพญาสุนัขดำเก้าหางขาดและสิ้นใจตาย (ห้วงทุกข์ และโลกุตรธรรม 9 ข้ามไปถึงฝั่งแล้วก็ไม่ต้องแบกธรรมอันเป็นสะพานไว้อีก)  จนพญาแมลงวันมาขอกินศพพญาสุนัขดำไร้หาง (อสุภกรรมฐาน และสมถภวนา) จึงได้พบนางไข่ฟ้าอีกครั้งหลังจากนั้นพระโพธิสัตว์และชายาทั้งสี่ก็จัดทัพไปรบกับพระราชาแห่งเมืองตุตระนคร เมื่อพระราชาถูกธรณีสูบไปเพราะการอธิษฐานของนางนาคราช พระโพธิสัตว์ก็ได้ครองราชย์เมืองตุตระนครพร้อมกับชายาทั้งห้า (เบญจศีล ? / คนที่ห้าคือมเหสีของพระราชาแห่งเมืองตุตระนครที่สิ้นพระชนม์)

  😇เรื่องของสุพรหมโมขากุมารของชาวไตเขิน และอีสานไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำนาน หมาเก้าหางนำข้าวมาให้ของชาวจ้วง แต่เกี่ยวกับความแพร่หลายความเชื่อเรื่องหยินเซียน หรือจิ้งจอกเก้าหางที่จะมาช่วยกษัตริย์หรือผู้มีบุญของจีนยุคโบราณ โดยโครงเรื่องที่มีการร่วบรวมมาจากอนุภาคของนิทานต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมในอาเซียน เช่น การเล่นซ่อนแอบช่วยเหลือกันอย่างเรื่องสุวรรณสังข์หรือสังข์ทองจากปัญญาสชาดก การกลั่นแกล้งเพื่อที่จะชิงนางโดยให้ไปเอาของแปลก ๆ เช่นดอกบัวในเมืองบาดาลหรือปีศาจเพื่อแย่งเมียนั้น ก็ไปคล้ายกับนิทานโบราณของเวียดนาม เรื่องที่มีคนแอบฟังความลับในกลองก็ไปคล้ายกับเรื่องนิทานเอเชียอย่างอินเดีย และเกาหลีบางเรื่อง ร่วมถึงเรื่องที่ตัวเอกมีภรรยาเป็นธิดาพญานาค ยักษ์ นางฟ้า หรือพญามดง่าม ก็ไปคล้ายกับเรื่องภรรยาพญานาคของนิทานเขมร และจีน ฯลฯ ที่ช่วยสามีตัวเองให้ได้ดี ซึ่งอนุภาคบางเรื่องที่คล้ายคลึงกันในสมัยโบราณนี้ก็อาจจะเพราะสมัยก่อนไม่มีพรมแดนทางวัฒนธรรมและคติชนวิทยา หรืออาจจะเพราะคนเรามีหู ตา จมูกเหมือนกันจึงอาจจะมีรสนิยมชอบอะไรที่เหมือน ๆ กันเป็นโครงเรื่องอย่างละครน้ำเน่า หรือหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่อันใดเลย


  😇 เทพสุนัขของอินเดีย และหมาไนของเจ้าแม่กาลี

      
      😇 การนับถือสุนัขของชาวอินเดียปรากฏในคัมภีร์ฤคเวทกล่าวว่า วันหนึ่งพวกอสูร "ปณิ" ได้ขโมยวัว และปศุสัตว์ทั้งหลายของฤาษีอังคีรสนำไปซ่อนไว้ในหุบเขา ไม่มีใครตามหาได้เจอ นาง “สรมา” หรือ “เทว ศุนี” นางสุนัขเทวดาของพระอินทร์ ได้ติดตามไปจนเจอ และได้บอกให้พระอินทร์ให้มาช่วยปศุสัตว์และพวกวัวเหล่านั้นกลับไป แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันซึ่งเป็นนักล่าสัตว์บูชาหมา เช่นเดียวกับพวกชาวไตในสมัยโบราณ โดยชาวอารยันถือว่า หมาคือเพื่อนของพระอินทร์ วีรบุรุษที่ฆ่ามังกร หรืองูยักษ์ได้ในยุคก่อนพระเวท แต่ต่อมาสมัยหลังห้าร้อยปีหลังพุทธกาลคนอินเดีย (พวกอารยันที่รับอารยธรรมเพาะปลูกจากดราวิเดียน) หมาเริ่มหมดบทบาทต่อสังคม คนอินเดียเริ่มดูถูกและเกลียดหมาเหมือนชาวจีน จากหลักฐานที่ปรากฏในเรื่องมหาภารตะ มหากาพย์ของอินเดียที่ พวกปาฑพไล่ตีลูก ๆ ของ (सरमा) นางสรมา (เทวะ ศุนี) สหายของพระอินทร์

      😇 นักวิชาการส่วนหนึ่งจะว่า ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางนั้นมีที่มาจากอินเดียเมื่อสืบลึกไป จริง ๆ แล้วที่มาของนางจิ้งจอกเก้าหางนั้น อาจจะมาจากนางฑากินี (डाकिनी) ของธิเบต ซึ่งรับเอาอิทธิพลมาจากนางโยคินี (योगिनी) ของฮินดู เพราะนางโยคินีในฮินดูคือเทพสตรีโบราณในท้องถิ่นของอินเดียที่ถูกดึงให้กลายเป็นอวตารของเจ้าแม่ศักติของฮินดู และมีหลายตนมีเศียรเป็นสัตว์ต่าง ๆ ก็มี เช่น เศียรสิงโต เสือ ช้าง แพะ นก ม้า ฯลฯ และหมาไน ซึ่งหมาไนในอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริวารของเจ้าแม่กาลี ในขณะที่สุนัขล่าเนื้อเป็นบริวารของพระไภรวะ (อวตารของพระศิวะปางหนึ่ง) ซึ่งนางโยคินี มีชื่อเรียกต่าง ๆ มากมาย และบางครั้งก็ว่าเป็น นางยักขิณี นางรากษสี ด้วยโดยคำว่ารากษสคือปีศาจร้ายในความเข้าใจของวรรณคดีสันสกฤต และนางยักษ์เป็นปีศาจร้ายกินคนในวรรณคดีบาลี ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าในวรรณคดีจีนนางปีศาจจิ้งจอกเก้าหางชอบแปลงเป็นสาวงามหลอกผู้ชายมาฆ่ากิน เช่นเดียวกับนางยักษ์ในวรรณคดีบาลีอย่างเรื่องวลาหกัสสชาดก ที่นางยักษ์แปลงเป็นสาวงามหลอกพ่อค้าเรือแตกมาเป็นสามีและจับกินภายหลัง ร่วมถึงเรื่องนางยักษ์ปลอมมาเป็นนางเอกในนิทานไทยต่าง ๆ ก็ไปใกล้เคียงกับพฤติกรรมของนางปีศาจจิ้งจอกของจีนและญี่ปุ่น คือจะกล่าวว่าอินเดียมีหมาไน และนางรากษส จีนญี่ปุ่นมี ปีศาจจิ้งจอก ไทย ลาว เขมร ก็มีนางยักษี ที่เป็นตัวละครในวรรณกรรมมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน 

  😇โดยในอินเดียเทพสุนัขตามวัวที่ผลิตนมคืนมาใช้เทวดาและฤาษี ในขณะที่สุนัขสวรรค์ (เก้าหาง) มอบข้าวให้กับพวกชนชาติไต และญี่ปุ่น แสดงเห็นว่านัยว่าข้าวสำคัญกับอาเซียน และนมสำคัญกับอินเดียมากเพียงใด

   😇 ส่วนข้าวอะไรที่หมาเก้าหางเอามาให้มนุษย์ จะเป็นข้าวป่า ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียว อะไรก็ดีก็แล้วแต่ว่าตำนานนั้นอยู่กับวัฒนธรรมไหน และคนในวัฒนธรรมกินอะไร หรือเปลี่ยนไปกินอะไร แต่ที่รู้อย่างหนึ่งข้าวเหนียวเป็นแค่สปีชีส์ย่อยในข้าวอินดิกาเท่านั้น และสายพันธุ์ข้าวที่เก่าแก่กว่าข้าวเหนียวที่มนุษย์รู้จักนำมาเพาะปลูกและบริโภคอยู่ก่อนก็คือข้าวป่า ข้าวฟ่าง ซึ่งมีมานานกว่าข้าวเหนียวและแพร่หลายอยู่ทั่วโลก

 (ควรอ่านข้อมูลทั้งหมดจาก สวก ด้านล่างเพื่อความเข้าใจ)

พันธุ์ข้าวโบราณ 16,000 ปี ในประเทศจีน


      1.ข้าวอินดิกา (Indica) Oryza sativa หรือเอเชียไรค์ (Asian rice) เป็นข้าวที่มีลักษณะเม็ดเรียวยาวรี ลำต้นสูง ตั้งชื่อมาจากแหล่งที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศอินเดีย  แต่ปัจจุบันค้นพบแล้วว่าหลักฐานว่ามีการปลูกข้าวเก่าสุดในประเทศจีนได้พบร่องรอยของข้าวป่าที่มีอายุถึง 16,000 ปี และข้าวที่ปลูกอายุกว่า 9,000 ปี โดยพิจารณาจากการขุดพบหลักฐานข้าวไหม้ที่ติดอยู่กับเศษภาชนะรวมทั้งเศษต้นข้าวสมัยโบราณ ที่ขุดได้จากถ้ำ 2 แห่งในหุบเขาเมืองหนานชาง ( Nanchang ) เมืองหลวงของมณฑลเจียงสี (Jianxi) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน จุดเริ่มต้นของการเพาะปลูกข้าวของมนุษย์ จากวัฒนธรรมลุงชาน ของประเทศจีน และวัฒนธรรมฮัวบิเนียนของประเทศเวียดนามบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำตอนเหนือของอินเดีย ตอนล่าง ด้านตะวันออกของเชิงเขาหิมาลัย ซึ่งการเพาะปลูกใช้วิธีการปลูกคล้ายกับการทำไร่เลื่อนลอย หลังจากนั้นวิวัฒนาการปลูกข้าวจากการทำไร่เลื่อนลอย มาเป็นการทำนาหว่าน ประมาณ 9,000 ปีก่อน และพัฒนาสู่การทำนาแบบปักดำ ซึ่งพบหลักฐานในวัฒนธรรมบ้านเชียงของไทย เมื่อราว 5,000 ปี

      ข้าวอินดิกาเป็นข้าวที่นิยมเพาะปลูกในทวีปเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย ไปจนถึงอินเดียและศรีลังกา และแพร่กระจายไปทั่งเขตอุษาอาคเนย์ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000 ทั่งเขตลุ่มน้ำอิระวดี และต่อมาแพร่ขยายเพาะปลูกในทวีปอเมริกา เฉพาะในเมืองไทย ข้าวอินดิกานิยมเพาะปลูก ในบริเวณที่ราบลุ่มตอนใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว แทนข้าวเหนียวที่เคยปลูก ซึ่งคนไทยสมัยนั้นเรียกข้าวอินดิกาที่มาจากต่างประเทศ ว่า “ข้าวของเจ้า”แล้วเรียกกันสั้นลงเหลือเพียง " ข้าวเจ้า" มาถึงทุกวันนี้

1.1 ข้าวเจ้า Oryza sativa Linn. (หลัง พ.ศ. 1,000/ 1562 ปีก่อน)

1.2 ข้าวเหนียว Oryza sativa var. glutinosa   糯米 (nuòmǐ) หรือ 秫米 (chu̍t-bí) (5,500 ปี หรือ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล)

1.3 ข้าวป่าอินเดีย Oryza nivara หรือ Oryza sativa f. spontanea 尼伐拉稻 ( Ní fá lā dào ) ตระกูลข้าวอินดิกา

1.4 ข้าวจาปอนิกา (Japonica) O. sativa subsp. japonica เป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อม กลมรี มีแหล่งกำเนิดจากทางภาคเหนือ แล้วผ่าน มาทางลุ่มแม่น้ำโขง ในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2000 หรือ 562 ปีก่อน) หลังจากนั้นลดจำนวนลงไปแพร่หลาย ในเขตอบอุ่นที่ ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย ยุโรป และอเมริกา

2.ข้าวจาวานิกา (Javanica) tropical japonica   เป็นข้าวลักษณะเมล็ดป้อมใหญ่สันนิษฐานว่า เป็นข้าวพันธุ์ผสม ระหว่าง ข้าวอินดิกาและจาปอนิกา นิยมเพาะปลูกใน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน หมู่เกาะริวกิว และญี่ปุ่น แต่ไม่ ค่อยได้รับความนิยมนักเพราะให้ผลผลิตต่ำ ประเทศต่างๆในโลกต่างก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกข้าวและวิธีการปลูกข้าวให้ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตำนานเกี่ยวกับข้าวของแต่ละชาติต่างก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

3. ข้าวป่า wild rice ข้าวป่าแคนาดา 菰属 (Gū shǔ)/ข้าวป่าเอเชีย 野生稻 (Yě shēng dào ) 

3.1 หญ้าข้าวผี Oryza rufipogon 野生稻 (Yě shēng dào ) Asian wild rice 16,000 ปี หรือ 14,000 ปีก่อนคริสตกาล

3.2 ข้าวป่า Zizania 菰属 (Gū shǔ) Canada wild rice พืชวงศ์หญ้า มีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวป่าแดนเหนือ Zizania aquatica (Northern wild rice) บ้างครั้งเรียกว่า "ข้าวอินเดีย" (India rice 5,000 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นคนละสายพันธุ์กับข้าวอาเชีย/อินดิกา และไม่พันธุ์เดียวกับข้าวป่าอินเดีย Oryza nivara หรือ Oryza sativa f. spontanea ที่แพร่หลายในอาเซียน อินเดีย และจีน 

4. ข้าวแอฟริกา Oryza glaberrima (African rice) 光稃稻 (Guāng fū dào) (3,000 ปี)

5. ข้าวบัสมะตี Basmati ซึ่งชาวอินเดียนิยมบริโภคปัจจุบันเป็น subspecies ของข้าวอินดิกา (พันธุ์พัฒนา 2011 A.D. up to present)

   😇 โดยข้าวป่าอินเดีย 尼伐拉稻 Oryza nivara และข้าวป่าเอเชีย 野生稻 Oryza rufipogon (อาจจะเป็นสายพันธุ์หญ้าข้าวผีจีนที่กินได้ มีสายพันธุ์ย่อยไปอีกคือ Oryza sativa Linnaeus subsp. rufipogon (Griffith) de Wet หรือ O. sativa var. rufipogon (Griffith) G. Watt) ) มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับบรรพบุรุษข้าวในเอเชีย ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ดังแผนภาพด้านล่าง



  ที่มาภาพ  E. A. Siddiq, L. R. Vemireddy & J. Nagaraju . Basmati Rices: Genetics, Breeding and Trade . วารสารออนไลน์ SpringeLink. เว็บไซต์  https://link.springer.com/article/10.1007/s40003-011-0011-5

😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇😇



      
 😇 ตามหลักความเชื่อจีน ข้าวป่าเอเชียสีออกแดง และข้าวดำ เป็นหยิน และข้าวอินดิกาที่สีขาวเป็นหยางควรผลัดเปลี่ยนกันกินเพื่อสุขภาพ แต่ปัจจุบันข้าวป่าแคนาดา Zizania 菰属 (Gū shǔ) สายพันธุ์อเมริกากำลังเข้ามาแทนที่ข้าวป่าเอเชียหรือหญ้าข้าวผีสายพันธุ์จีน O. rufipogon

   😇 หญ้าข้าวผีพันธุ์ไทย จากข้าวโบราณต้นกำเนิดของสายพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับบรรพบุรุษของข้าวปัจจุบัน กลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในประเทศ เพราะกลัวกันว่าพันธุ์ข้าวที่พัฒนาแล้วจะกลับไปผสมกับหญ้าข้าวผีซึ่งเป็นพันธุ์โบราณและด้อยกว่า จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้อยคุณภาพได้ผลผลิตน้อย และเคยถูกจัดว่าเป็นวัชพืชมีพิษตามอเมริกาที่ต้องการสิ่งเสริมการขายข้าวป่าแคนาดา Canada Rice หรือ Zizania 菰属 (Gū shǔ) 

  😇 หรืออาจจะเพราะคนยุโรปไม่มีภูมิคุ้มกันพิษจากเมล็ดพันธุ์บางอย่างในเอเชียเช่นบางคนแพ้ถั่วเหลือง แพ้ข้าวป่าเอเชีย เป็นต้น (เช่นเดียวกับคนเอเชียที่แพ้นม แพ้กุ้ง ฯลฯ) โดยที่คนไทยที่ไม่มีอาหารหลักที่ประกอบด้วยนมเหมือนฝรั่งและแขก บางคนที่เลิกกินนมไปนาน ๆ เมื่อกลับมากินนมก็ไม่มีน้ำย่อยนมกินเข้าไปจึงแพ้เป็นพิษ ในกรณีของข้าวป่าโบราณก็อาจจะเหมือนกัน ที่เป็นไปได้ว่ามนุษย์ในสมัยโบราณนั้นเขาคงจะกินกันได้ไม่มีปัญหาอะไร

   😇  แต่การศึกษาในปัจจุบันพบว่า หญ้าข้าวผี หรือข้าวป่าเอเชียสกุล O. rufipogon มียีนที่ควบคุมลักษณะความเป็นหมันของละอองเรณู อยู่ในไซโทพลาสซึม ข้าวป่าชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมในปัจจุบัน นอกจากนี้ข้าวป่ายังมีลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือการทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ เหมาะสม ในรายงานของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติกล่าวว่า ข้าวป่า O. rufipogon หรือที่คนไทยเรียกว่าหญ้าข้าวผี มีความสามารถในการยืดปล้องได้ดีและได้นำมาใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำให้ทนสภาพน้ำลึก และมีพันธุกรรมทนทานต่อความเค็มได้ดี



ภาพเมนูข้าวป่าของจีนกับนมและสับปะรด (ปัจจุบันอาจจะถูกแทนที่ด้วยข้าวป่าแคนาดาของอเมริกา)
ที่มา https://www.dephotos.cn/62437349/stock-photo-wild-rice-with-milk-and.html
    
     😇 กราบขอบพระคุณข้อมูลเกือบทั้งหมดจาก  "สวก" ARDA สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ในกำกับดูแลของกระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ และ "สทช" สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์

😇😇😇😇😇😇😇😇😇

อ้างอิง


ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

วิชาการแนวลี้ลับ กับความตายของวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์

วิชาการแนวลี้ลับ กับความตายของวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ 

 👽 ในโลกยุคปัจจุบันที่นานาชาติกำลังก้าวสู้ยุค 5.0 และใช้พลังงานสะอาดคือไฟฟ้าจากน้ำแทนน้ำมัน ในขณะที่ประเทศของเราพึ่งจะมีความมุ่งหมายที่จะเข้าสู่ยุค 4.0 อีกหลายปีข้างหน้า แต่แวดวงวิชาการของเรากลับถูกครอบงำด้วยแนวคิดชาตินิยมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939-1945 + 543 = พ.ศ.) ถอยหลังกลับไปเกือบ 80 ปีที่แล้วตามแนวคิดชาตินิยมไทยใช้ไทยผลิต (พ.ศ. 2482 -543 = ค.ศ.) แต่ก็ผลิตออกมาแล้วขายไม่ออกไง เศรษฐกิจถึงได้เป็นแบบทุกวันนี้ เพราะยุคนี้ต้องผลิตออกมาแล้วขายในนานาประเทศทั่วโลกได้แบบจีน มันถึงจะอยู่รอดได้



 👽ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะขายอะไรให้ใครไม่ได้เลย แต่สินค้าไทยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ พวกประเทศอื่นซื้อไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่แล้วก็ส่งกลับมาขายเมืองไทยแพง ๆ ทำให้ขาดดุลการค้า แล้วทำไม่คนไทยไม่สร้างสรรค์แล้วก็เอาไปขายเขาบ้าง ความจริงคนไทยสร้างสรรค์เก่งมีมาก แต่พอสร้างสรรค์ออกมาแล้วสภาพสังคมไทยกลับไม่เอื้อให้คนที่สร้างสรรค์ผลงานอยู่รอด ตั้งแต่ตอนสร้างสรรค์ผลงานออกมา ถ้าเป็นทางศิลปะก็ถูกโจมตีว่าผิดครู  ถ้าเป็นสายวิทย์ก็จะว่ามีคุณภาพจริงหรือ ของแบบนี้ต้องให้การเวลาเป็นตัวตัดสินและรอการพัฒนา ฝรั่งเองมันก็ต้องผ่านจุดนี้ไปก่อน ถ้าไม่สนับสนุนให้ทำแล้วเมื่อไหร่จะได้เกิด

    👽 พอเข้าสู่การค้าขาย ด้วยระบบน้ำร้อนน้ำชา และการจัดการที่ไม่ดี ทำให้ผลงานสร้างสรรค์หลาย ๆ ผลงานไม่มีการพัฒนาถูกนำไปขึ้นหิ้ง แช่แข็ง ถูกกล่าวหาว่าไม่มีคุณภาพใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะผลงานนั้นเมื่อผลิตออกมาอาจจะมีผลกระทบกับรายได้จากการขายของจากต่างประเทศที่แพงกว่าของคนบางกลุ่มที่มีอิทธิพลสูง (คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คิดถึงส่วนรวม และอนาคต) หรือถูกดึงไปเกี่ยวของกับการทุจริตในบางองค์กร สร้างชื่อให้เสียจนขึ้นบัญชีดำ เพราะคนไทยทำคนไทยด้วยกันง่าย ในขณะที่ฝรั่งจะมาพร้อมกับนักกฎหมาย ซึ่งพอพูดถึงเรื่องกฎหมายและความยุติธรรมกับอีกหลายเหตุปัจจัยทำให้นักคิดนักสร้างสรรค์ผลงานบางคน ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศที่มีระบบการจัดการที่ดียุติธรรมกว่า (เรียกว่าสมองไหล) ในขณะที่เยาวชนรุ่นหลังส่วนใหญ่ยังไม่ชอบไปไหนไกลไม่ชอบไปทำงานไกลบ้านอยู่

   👽 ยอมให้ผู้นำทางความคิดซึ่งปัจจุบันมักจะสร้างมายาคติขึ้นมากดหัวให้ชนชั้นรากหญ้าอยู่ใต้ชาตินิยมผิด ๆ สร้างทฤษฎีทางวิชาการประเภทพิสูจน์ไม่ได้ขึ้นมารองรับวาทกรรมของตนเองเพื่อครอบงำสังคม ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาแนวลี้ลับ เช่นพุทธองค์เป็นคนไทย กรุงกบิลพัสดุคือลพบุรีเพราะที่ลพบุรีมีลิงเยอะ หรือประวัติศาสตร์แนวลี้ลับ ยิ้มสยามมีแต่ยุคสุวรรณภูมิ (ก็เป็นผลผลิตจากแนวคิดเผด็จการชาตินิยมทั้งสิ้น)  เอ๋....ยุคนั้นเสียมล้อไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นขอมโบราณถูกเก็บส่วยน้ำ ให้ขนน้ำไปให้ทาสต่าง ๆ ที่ถูกบังคับให้สร้างปราสาทหิน หรือ? เป็นทาสเขาหน้าระรื่นแล้วจะมาเป็นไทยทำไม? นึกว่ามาเป็นไพร่ฟ้าหน้าใสเพราะเป็นเอกราชยุคสุโขทัย ???? ฯลฯ ซึ่งเรื่องของผมที่ว่ามาก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกันกับทฤษฎีนั้นแหละเพราะมันนานนมกาเลจนไม่เหลือหลักฐานใดแล้ว ผู้ใหญ่บางคนจึงเอากลับมาผลิตซ้ำเป็นวาทกรรมทางสังคมเพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้พูดไปก็ไม่ผิดเพราะพิสูจน์ไม่ได้ เพราะไม่มีประจักษ์พยาน แต่ความจริงมันมีพยานแวดล้อม



   👽 เพราะนอกจากหลักฐานแวดล้อมเกี่ยวกับเสียมล้อ หลักฐานเกี่ยวกับพุทธเจ้าที่มีอยู่ในอาเซียน และอินเดีย เช่นเดียวกับอุปกรณ์ดนตรีทั่วโลก ของมนุษยชาติมันก็คล้าย ๆ กัน และดนตรีเป็นสากลทั่วโลก แต่เรากลับไม่สนใจศึกษา ถ้าเราจะไม่ละอายแก่ใจบอกว่าเป็นของเราเท่านั้น เพราะมนุษย์มีมือ ตา หู จมูก ปากเหมือนกัน ก็จะยอมคิดอะไรและทำอะไรคล้าย ๆ กัน ก็ไม่เป็นไรที่เราจะว่าเราคิดของเราได้เอง แต่บังเอิญว่าสิ่งที่เราคิดได้เองนั้น บางอย่างที่เหมือนกันมีในต่างประเทศและอารยธรรมอื่นที่เขาก็คิดได้เหมือนกัน แต่อาจจะคิดได้ก่อน ซับซอน มีหลักการ และดีกว่าเท่านั้น ดังนั้นคำว่าไม่มีในสังคมวิชาการของไทยปัจจุบันส่วนใหญ่ในหลายกรณีจึงหมายความว่ายังไม่มีใครกล้าเข้าไปศึกษา ไม่มีความรู้พอ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอยู่จริง



   👽ซึ่งถ้าเราจะเปิดหูปิดตาว่าของเราดีแล้วของคนอื่นไม่ดีก็ไม่เป็นไร กาลเวลาเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นมีใครสืบทอดและมันอยู่ในสายเลือดของเราจริงไหม?  หรือมันกำลังสูญหายไปเพราะการหยุดอยู่กับที่ไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมารับใช้สังคม เพราะการหยุดกับที่คือความตายของประเพณีและวัฒนธรรม คนไทยหลาย ๆ คนอาจจะไม่เข้าใจว่าการอนุรักษ์นั้นก็สำคัญ แต่การสร้างสรรค์และสืบทอดในยุคปัจจุบันนี้สำคัญกว่า

    👽 หรือเราจะยินดีว่าลูกหลานในอนาคตของเราที่ถูกปิดหูปิดตาปิดกั้นทางความคิดนั้น จะเป็นที่ชื่นชมกับนานาประเทศที่มาคบหาด้วยเพราะมีโลกทัศน์แคบและโง่ดี มากกว่าการที่ลูกหลานในอนาคตของพวกเรามีนานาประเทศมาคบหาด้วยเพราะรู้ทันโลก และพวกเขาคบหาด้วยเพราะเห็นว่าฉลาดและเท่าเทียมกันละ ????

      👽 นั้นก็น่าจะมาเป็นผลมาจากวันนี้ว่าผู้ใหญ่ในวันนี้จะเป็นครูแบบครูขององคุลีมาล ที่แนะนำสิ่งผิด ๆ ครอบงำลูกศิษย์ไว้เพื่อฆ่าลูกศิษย์ หรือผู้ใหญ่ในวันนี้จะเป็นครูของพระพุทธเจ้า อย่างอาฬารดาบสและอุทกดาบส ที่ชี้นำแนวทางให้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองในอนาคต ด้วยการเรียนรู้อย่างอิสระและแท้จริง

     👽 สำหรับผมเองก็คงแต่ทำได้แค่เตือนเยาวชนรุ่นหลัง รุ่นลูกรุ่นหลาน และรุ่นน้อง ๆ ว่า  อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ แม้ผู้ที่น่าเชื่อที่สุดจะเป็นผู้พูด  และแม้แต่ผมเองพูดก็อย่าพึ่งเชื่อ จงใช้หลักกาลามสูตรในการเชื่อกับผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองวันนี้ให้มาก ๆ ระวังจะเจอครูแบบขององคุลีมาลที่พยายามใช้ทฤษฎีวิชาการแนวลี้ลับครอบงำและสิงสู่พวกท่านอยู่ เยาวชนรุ่นใหม่ควรมีความคิดเป็นของตนเองดีที่สุด และสามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ



ปล. จงใช้หลักกาลามสูตรเป็นข้าวสารเสกขับไล่อวิชาพวกนั้นไปจากหัวของตน และแนะให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ใช่ก้าวร้าวนะ